หน้าหลัก » คู่มือท่องเที่ยว » จากอียิปต์สู่จอร์แดนดินแดนในพระคัมภีร์ตอนที่2

จากอียิปต์สู่จอร์แดนดินแดนในพระคัมภีร์ตอนที่2

การ​อพยพ​ของ​อิส​รา​เอลจาก​อี​ยิปต์และ​การ​เข้า​สู่​คา​นา​อัน (Israel’s Exodus From Egypt And Entry Into Canaan) Cr. byscriptures.lds.org
การ​อพยพ​ของ​อิส​รา​เอลจาก​อี​ยิปต์และ​การ​เข้า​สู่​คา​นา​อัน
(Israel’s Exodus From Egypt And Entry Into Canaan)
Cr. byscriptures.lds.org

ท้าวความเดิมเมื่อตอนที่แล้วหลังจากที่เราเดินทางออกจากบริเวณศูนย์กลางของประเทศอียิปต์ซึ่งเป็นเขตไคโรเก่า(Old Cairo) ที่นั้นเป็นสถานที่ตั้งของ “โบสถ์เซ้นท์เซอร์เจียส” ซึ่งเป็นสถานที่หลบภัยของครอบครัวพระเยซูคริสต์เมื่อครั้งที่พระองค์ยังทรงเป็นทารก  จากนั้นนำท่านลัดเลาะมาเรื่อยๆตามเส้นทางสู่เมืองเซนต์แคทเธอรีน (Saint Catherine) ในเขตเซาท์ซีนาย(South Sinai) หรือ จะนุบซินะ (Janub Sina’) เมืองเก่าแก่บนแหลมซีนายซึ่งตั้งอยู่ทางภาคตะวันออกของประเทศอียิปต์ เมืองเซนต์แคทเธอรีนแห่งนี้ปัจจุบันเป็นเมืองที่มีความสำคัญและมีชื่อเสียงทางการท่องเที่ยวไม่น้อยไปกว่าไคโร หรืออเล็กซานเดรียเลย  โดยในแต่ละปีสามารถดึงดูดให้นักท่องจากทั่วทุกมุมโลกเข้ามาค้นหาความจริงทางประวัติศาสตร์ และชื่นชมธรรมชาติ และในเมืองแห่งนี้ก็เป็นที่ตั้งสำคัญของภูเขาซีนาย ซึ่งบน “ยอดเขาซีนาย”นั้นในอดีตก่อนคริสต์กาลตามในพระคีมภีร์ได้เขียนไว้ว่าเป็นที่ที่โมเสสได้รับบัญญัติ 10ประการจากพระเจ้า และบริเวณเชิงเขาซีนายก็เป็นสถานที่ตั้งของ “โบสถ์เซนต์แคทเธอรีน” ซึ่งเป็นวัดในนิกายกรีกออร์โธดอกซ์ ในอดีตเมื่อ ค.ศ.527 บรรดาเหล่านักบุญได้ใช้เป็นที่หลบภัยจากการไล่ล่าสังหารของโรมัน และอีกสถานที่หนึ่งที่จะลืมกล่าวถึงไปไม่ได้เลยนั้นก็คือ “หาดนูไวย์บา” บริเวรที่โมเสสได้นำชนชาติอิสราเอลข้ามทะเลแดงไปยังแผ่นดินแห่งคำสัญญา(ซึ่งถูกเขียนไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิล)  เมื่อข้ามทะเลแดงมาก็สู่ประเทศอิสราเอล  จากนั้นเราพาท่านเดินทางไปยัง “ป้อมมาซาดา” ที่ตั้งอยู่บนยอดเขามาซาดาป้อมปราการโบราณกลางทะเลทรายยูเดีย(ในเขตภาคใต้ของประเทศอิสราเอล) และสุดท้ายเรามาจบกันที่ “ทะเลเดดซี” ทะเลสาบน้ำเค็มที่มีความเข้มข้นของเกลือสูงจนทำให้มนุษย์สามารถลอยตัวอยู่ในทะเลสาบแห่งนี้ได้โดยที่ไม่จม

จากอียิปต์สู่จอร์แดนดินแดนในพระคัมภีร์ตอนที่2

สถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะอยู่ที่ประเทศอิสราเอล  แต่ก่อนที่จะแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจให้ทราบ ก็ขอเล่าเรื่องราวคราวๆเกี่ยวกับประเทศนี้ให้ทราบกันก่อนนะคะ….เมื่อจะกล่าวถึงประเทศอิราเอล(Israel) ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ที่เป็นแหล่งกำเนิดของ 3 ศาสนา ได้แก่ ศาสนาคริสต์ ศาสนายูดาย และศาสนาอิสลามความแตกต่างด้านศาสนา และวัฒนธรรม ทำให้ดินแดนแห่งนี้ถูกขนานนามว่า ดินแดนศักดิ์สิทธิ์(Holy Land) ชาวอิสราเอล ร้อยละ 82 นับถือศาสนายูดาย (Judaism) ที่เหลือนับถือศาสนาอิสลาม (14 %) คริสต์ (2%)

อิสราเอลมีวัฒนธรรมทั้งเก่า และใหม่ผสมผสานกัน กล่าวคือ วัฒนธรรมโบราณของยิวที่เก่าแก่กว่า 4000 ปี และวัฒนธรรมใหม่ที่เกิดจากการหลั่งไหลของชาวยิวจากทั่วโลกที่กลับเข้าไปตั้งถิ่นฐานในอิสราเอลภายหลังการก่อตั้งรัฐอิสราเอลเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2491 ชาวอิสราเอลร้อยละ 90 อาศัยอยู่ในเขตเมืองที่ทันสมัย แต่ก็มีบางส่วนที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองเก่า  หลังจากที่เราพอจะทราบรายละเอียดคราวๆของประเทศนื้แล้วก็จะขอนำท่านเข้าสู่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์กันเลยนะคะ

 

ถ้ำคุมราน (Qumran Caves)

เป็นถ้ำโบราณเก่าแก่ที่ถูกค้นพบโดยบังเอิญเมื่อต้นปี พ.ศ. 2490 โดย มูฮัมมัด เอดห์-ดิบ เด็กเลี้ยงแกะชาวเบดูอิน ได้ต้อนฝูงแกะไปหาแหล่งน้ำในทะเลทรายยูเดีย ใกล้กับเมืองคุมรานและติดตามแกะที่หายไปจนพบถ้ำ เมื่อไปสำรวจในถ้ำจึงได้พบม้วนหนังสือแห่งเดดซี (Dead Sea Scrolls)ห่อด้วยผ้าลินิน  ม้วนหนังสือเดดซีเป็นหนังสือม้วนที่พบในถ้ำ 11 แห่ง ระหว่าง พ.ศ. 2490 – 2499 ในเมืองคุมรานทางตะวันตกเฉียงเหนือของทะเลเดดซี มีเอกสาร 800 รายการ ส่วนใหญ่เป็นคัมภีร์เกี่ยวกับศาสนายูดาห์ที่ไม่เคยพบมาก่อน เขียนเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 6 โดยพวกเอสซีนซึ่งอยู่ร่วมสมัยกับพระเยซู

ถ้ำคุมราน (Qumran Caves)
ถ้ำคุมราน (Qumran Caves)                                                                ม้วนหนังสือแห่งเดดซี (Dead Sea Scrolls)

เมืองนาซาเร็ธ(Nazareth)

เป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ เมืองนี้เป็นสถานที่ที่พระเจ้าทรงกำหนดเพื่อประกาศสานส์แห่งการบังเกิดขององค์พระบุตร  และยังเป็นสถานที่ที่พระเยซูเติบโต  ที่นี่พระเยซูเจ้าทรงเจริญวัยโดยวิ่งเล่นตามถนน ตามภูเขา และได้ศึกษาเล่าเรียน ฯลฯ ไม่แตกต่างจากเด็กชาวนาซาเร็ธคนอื่น ๆ(แต่อะไรหละที่ทำให้พระองค์ทรงแตกต่าง) พระองค์ทรงใช้ชีวิตอยู่อย่างเรียบง่ายตลอดเวลา 30  ปี ทำงานเป็นช่างไม้เหมือนกับโยเซฟ  ถนนของเมืองนาซาเร็ธเป็นถนนแคบๆเหมือนกับในปัจจุบัน และที่เมืองแห่งนี้มีหมู่บ้านจำลองนาซาเล็ธ(Nazareth Village) ได้จำลองวิถีชีวิตของชาวนาซาเร็ธในสมัยพระเยซูคริสต์เอาไว้เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาสัมผัสถึงกลิ่นอายของอดีต

เมืองนาซาเร็ธ ปัจจุบันตั้งอยู่ที่ประมาณ 320 เมตร ถึง 490 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล (ต่างกันไปตามสภาพทางภูมิศาสตร์ของบริเวณนั้นๆ) นาซาเรธตั้งอยู่ระหว่างภูเขาที่รวมตัวกันเป็นจุดใต้สุดของเทือกเขาเลบานอน จากนาซาเรธถึงทะเลสาบกาลิลีมีระยะทางด้วยกันทั้งหมด 25 กิโลเมตร และจากนาซาเรธถึงภูเขาทาบอร์ซึ่งอยู่ทางตะวันตกของนาซาเรธ มีระยะทาง 9 กิโลเมตรด้วยกัน

หมู่บ้านจำลองนาซาเล็ธ(Nazareth Village)
หมู่บ้านจำลองนาซาเล็ธ(Nazareth Village)

เมืองทิเบเรียส (Tiberia)

อยู่ในแคว้นคาลิลีเป็นเมืองใหญ่ที่สุดในบรรดาเมืองที่อยู่รอบๆทะเลสาบคาลิลี เมืองทิเบเรียส เป็นเมืองท่องเที่ยวทางตอนเหนือที่ตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกของริมทะเลสาบกาลิลี เมืองแห่งนี้สร้างขึ้นโดยกษัตริย์เฮโรดแอนทิพัส(โอรสของกษัตริย์เฮโรดมหาราช) โดยตั้งชื่อให้เป็นเกียรติแด่จักรพรรดิทิเบเรียสซีซาร์ แห่งจักรวรรดิโรม(สมัยพระเยซูเจ้า) และเป็นผู้ตั้งให้ ปอนติอุส ปิลาต เป็นผู้ว่าราชการแคว้นยูเดีย และปิลาตผู้นี้เองที่ตัดสินประหารชีวิตพระเยซูเจ้า  ปัจจุบันเมืองทิเบเรียสเป็นสถานที่ท่องเที่ยวต่างอากาศที่สำคัญของอิสราเอล  ทะเลสาบกาลิลี หรือทะเลสาบทิเบเรียส (The Sea of Galilee  or Lake Tiberias) เป็นทะเลสาบน้ำจืดที่มีสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์อาศัยอยู่อย่างอุดมสมบรูณ์มีความยาว 20.8 กิโลเมตร กว้าง 11.2 กิโลเมตร อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล 686 ฟุต และเมื่อปีคศ. 2009 ทะเลสาบกาลิลีแห่งนี้ได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกอีกด้วย นอกจากนี้ทะเลสาบแห่งนี้ยังมีชื่อเรียกอื่นๆอีกมากมายชื่อเช่น  ทะเลสาบทิเบเรียส ทะเลสาบเยนเนซาเรธ ทะเลสาบ Kinneret ซึ่งมาจากภาษาฮีบรูแปลว่า “พิณ”  ในสมัยพระเยซูทะเลสาบกาลิลีแห่งนี้เป็นสถานที่สำคัญที่พระเยซูทรงเลือกอัครสาวก4คนแรก และเทศนาสั่งสอน รักษาโรค ฯลฯให้กับประชาชนรอบๆทะเลสาบกาลิลี

ภูเขาบีทติจูดส์ (The Mount of Beatitudes)

เป็นที่ตั้งของโบสถ์แปดเหลี่ยมสถานที่ซึ่งพระเยซูเริ่มต้นเทศนาสั่งสอนสาวก หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ คำเทศนาบนภูเขา (Sermon on the Mount)  โบสถ์แห่งนี้ตั้งอยู่บนเนินเขาบีทติจูนส์ ด้านหน้าเป็นทะเลสาบกาลิลี ชื่อภูเขาบีทติจูดส์มาจากคำว่า “Blessed”

 

เมืองทิเบเรียส (Tiberia) ทะเลสาบกาลิลี หรือทะเลสาบทิเบเรียส (The Sea of Galilee or Lake Tiberias) ภูเขาบีทติจูดส์ (The Mount of Beatitudes)
รูปแรก: เมืองทิเบเรียส (Tiberia)                                          รูปกลาง: ทะเลสาบกาลิลี (The Sea of Galilee)                     รูปสุดท้าย :ภูเขาบีทติจูดส์ (The Mount of Beatitudes)

เมืองคาเปอนาอูม (Capernaum)

ชื่อเต็มคือ ฮิบบรู คาเปอรนาฮูม หมายถึง หมู่บ้านนาฮูมเป็นคำเดียวกับภาษากรีก เมืองนี้ไม่ได้ถูกกล่าวถึงในพระคัมภีร์เดิม แต่เป็นเมืองที่กล่าวถึงและมีความสำคัญในสมัยพระเยซูคริสต์ เป็นเมืองที่มีความสำคัญต่อชาวโรมันด้วยเนื่องจากเป็นเมืองด่านสำหรับเก็บภาษี  เมืองนี้เราได้ชมบ้านเปโตรและที่ซึ่งพระเยซูคริสต์รักษาไข้ให้แม่ยายของเปโตร แต่ปัจจุบันถูกสร้างเป็นโบสถ์บนบ้านหลังเดิม โดยบริเวณใกล้ๆกันนั้นมีธรรมศาลาเก่าแก่ที่พระเยซูสั่งสอนและรักษาโรคแก่ประชาชน  ณ ริมชายทะเลทิเบเลียส (Lake Tiberias) แห่งนี้ที่ซึ่งพระเยซูปรากฏแก่สาวกหลังฟื้นจากความตาย และทำการอัศจรรย์ช่วยสาวกจับปลาได้ 153 ตัว และทรงเรียกเปโตรให้ เลี้ยงลูกแกะของพระองค์ปัจจุบันมีโบสถ์ St Perter’s Primacy สร้างครอบเนินดินที่เชื่อว่าเป็นที่ที่พระเยซูปิ้งปลาคอยสาวกอยู่  และเดินทางจากโบสถ์เซนปีเตอร์ไปอีกประมาณ 35นาทีก็จะถึงริมแม่น้ำจอร์แดนสถานที่ซึ่ง เป็นสถานที่ทำพิธีบัพติศมาในน้ำ (Yardenit Jordan River) ซึ่งยอห์นเป็นผู้ให้องค์พระเยซูรับบัพติสมาที่ริมแม่น้ำแห่งนี้

1.St Perter’s Primacy 2.สถานที่ทำพิธีบัพติศมาในน้ำ (Yardenit Jordan River)
รูปแรก : St Perter’s Primacy                                                รูปที่สอง: สถานที่ทำพิธีบัพติศมาในน้ำ (Yardenit Jordan River)

 

ภูเขาคารเมล (Mt.Carmel) Kar’mel ชื่อนี้แปลว่า “สวน” (garden) เป็นเทือกเขาที่ยื่นออกไปในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งอยู่ใกล้กับไฮฟา เมืองท่าในปัจจุบันนี้) ภูเขาคารเมลมีความสูงราว 1740 ฟุตจากระดับน้ำทะเล สถานที่ที่ผู้เผยพระวจนะเอลียาห์ได้พนันขันต่อกับพระบาอัล 250 คน เพื่อสําแดงแก่ชาวอิสราเอลในเวลานั้นซึ่งพระเจ้าให้รู้ว่าพระเยโฮวาห์เป็นพระเจ้าผู้เที่ยงแท้ ไม่ใช่พระบาอัล

 เมืองโบราณเซซาเรีย(Caesarea) เมืองโรมันโบราณยุคเก่าสมัยสงครามครูเสดสร้างอยู่ริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน  สร้างโดยกษัตริย์เฮโรด มหาราช เซซาเรียเป็นสถานที่สวยเขียวชะอุ่มที่สุดของปาเลสไตน์ ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของไหล่เขาเฮอร์โมน สูงกว่าระดับน้ำทะเล 1150 ฟุต มีสายธาร นาห์ร บานียัส ไหลมาจากถ้ำหน้าผา ที่เป็นแหล่งน้ำสายหนึ่งของแม่น้ำจอร์แดน  ที่แห่งนี้เราจะได้เห็น คลองส่งน้ำ (Aqua-duct) โรมันโบราณ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นการชลประทานที่ชาญฉลาดของมนุษย์โดยการนำน้ำจืดจากภูเขามาหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนริมทะเล

ภูเขาคารเมล (Mt.Carmel) เมืองโบราณเซซาเรีย(Caesarea) คลองส่งน้ำ (Aqua-duct)
รูปแรก: ภูเขาคารเมล (Mt.Carmel)                                 รูปกลาง: เมืองโบราณเซซาเรีย(Caesarea)                                รูปสุดท้าย: คลองส่งน้ำ (Aqua-duct)

 

กรุงเยรูซาเล็ม (Jerusalem)

เป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1949 ได้รับการประกาศให้เป็นเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศอิสราเอล เยรูซาเลมเป็นดินแดนที่มีประวัติศาสตร์ความขัดแย้งเกี่ยวพันกับ 3 ศาสนา คือ ศาสนายูดาห์ ศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลาม คริสต์ศาสนิกชนเชื่อว่าพระเยซูเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ที่ภูเขามะกอกเทศ และการมาครั้งที่สองของพระองค์ก็จะเกิดที่เมืองนี้เช่นกัน ส่วนชาวมุสลิมเชื่อว่าเป็นเมืองที่นบีมุฮัมมัดถูกรับขึ้นไปบนสวรรค์

แผนที่กรุงเยรูซาเล็ม (Jerusalem Map)
แผนที่กรุงเยรูซาเล็ม (Jerusalem Map)

 

สวนเกทเสมนี (Gatsemane) ในภาษาอาราเมอิค, คำว่า เกทเสมนี หมายถึง “เครื่องคั้นมะกอกเทศ.” สวนเกทเสมนีอยู่ที่ตีนเขามะกอกเทศ อยู่เหนือหุบเขาขีดโรนขึ้นมาทางทิศตะวันออกของกรุงเยรูซาเล็ม ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลได้เขียนเอาไว้ว่า พระเยซูเสด็จไปยังสวนนี้ในคืนที่ยูดาส(สาวก)ทรยศพระองค์. ที่นั่นพระองค์ทรงคุกเข่าสวดอ้อนวอนทูลขอพระบิดา(พระเจ้า) พระองค์ทรงทนทุกข์กรแสงจนน้ำตาไหลกลายเป็นเลือดในเกทเสมนีเพื่อบาปของมนุษยชาติที่พระเยซูอธิษฐานกับสาวกที่นี้ก่อนที่จะถูกทหารโรมันจับตัวไปตรึงที่กางเขน  ในสวนนี้ปัจจุบันยังมีต้นมะกอกเทศเก่าแก่ 8 ต้น ที่เชื่อกันว่ารากเดิมเป็นต้นมะกอกเทศในสมัยพระเยซู  โดยผู้เชี่ยวชาญทางพฤกษศาสตร์ คำนวณอายุของต้นมะกอกเทศได้ไม่ต่ำกว่า 2000 ปี(ซึ่งเป็นต้นมะกอกเทศที่มีอายุอยู่ในสมัยพระเยซูเจ้าเยซูคริสต์เจ้า)  ปัจจุบันมีโบสถ์นานาชาติ (Church Of All Nations) ตั้งอยู่ภายในมีก้อนหินขนาดใหญ่ที่เชื่อว่าเป็นจุดที่พระเยซูทรงคุกเข่าอธิษฐาน ก่อนถูกทหารโรมันจับตัว  หากท่านใดที่เคยดูหนังเรื่องเดอะ แพสชั่น ออฟ เดอะ ไครสต์ (The Passion of The Christ) คงพอจะจำฉากนี้ได้ถึงรวมทั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้า และเหตุการณ์หลังจากนี้เมื่อพระเยซูถูกจับไปแล้วและถูกทรมานโดยการเฆี่ยนตี พระองค์ทรงโดนคนที่พระองค์ทรงรักปฏิเสทถึง 3ครั้ง ฯลฯ

กรุงเยรูซาเล็ม (Jerusalem) สวนเกทเสมนี (Gatsemane)
รูปแรก : กรุงเยรูซาเล็ม (Jerusalem)                                              รูปที่สอง: สวนเกทเสมนี (Gatsemane)

 

 

ภูเขาซีโยน ภูเขาพระวิหาร ( Temple Mount ) หรือยอดเขาโมริยาห์ ที่อับราฮัมถวายอิสอัคและเป็นที่ที่กษัตริย์ ดาวิดได้ซื้อลานนวดข้าวของอาราวนาห์คนเยบุสเพื่อสร้างแท่นบูชาถวายแด่พระเจ้า  ต่อมากษัตริย์โซโลมอนได้สร้างพระวิหารหลังแรกบนยอดเขาโมริยาห์ แต่ต่อในปีค.ศ 70 ก็ถูกทหารโรมันทำลายพระวิหารทั้งสิ้นตามการพยากรณ์ของพระเยซูคริสต์ ในปีค.ศ 624 สุลต่านคาลิบ โอมาร์ค ครอบครองเยรูซาเล็ม และได้สร้างสุเหร่าทองคำ (Dome of the Rock) บนภูเขาพระวิหารซึ่งปรากฏอยู่จนถึงปัจจุบัน

กำแพงร้องไห้ (Wailling Wall) เป็นส่วนกำแพงด้านตะวันตกของพระวิหารหลังที่สองที่เหลืออยู่หลังจากถูกโรมันทำลาย  ปัจจุบันชาวยิวทั่วโลกถือว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดและโดยเฉพาะวันสำคัญทางศาสนาจะมีชาวยิวมากมายเดินทางมาอธิษฐานร้องไห้คร่ำครวญกับพระเจ้าอย่างเนืองแน่น เพราะเป็นจุดที่อยู่ใกล้พระวิหารเดิมที่สุด  เริ่มสร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 6 ก่อน ค.ศ. ในปีที่ 37 ก่อน ค.ศ. เฮรอดได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกษัตริย์ของชาวยิว พระองค์ได้ปรับปรุงกรุงเยรูซาเล็มให้สวยงาม และสร้างพระวิหารขึ้นใหม่ให้ใหญ่โตกว่าและสวยงามกว่าพระวิหารของกษัตริ์โซโลมอล เพื่อเป็นการเอาใจชาวยิว นี่คือพระวิหารที่พระเยซูเจ้ารู้จัก ปี คศ. 70 กรุงเยรูซาเล็มและพระวิหารถูกจักรรดิตีตัสทำลายหมดสิ้น คงเหลือไว้แต่กำแพงล้อมรอบวิหารที่สร้างด้วยก้อนหินขนาดใหญ่มาก เราจึงได้เห็นก้อนหินที่มีอายุสองพันกว่าปีที่นี่  ซึ่งขนาดหินก้อนใหญ่ที่สุดที่นำมาทำกำแพงนั้นยาว 30.6 เมตร สูง 3.5 เมตร หนา 4 เมตร และหนัก 628 ตัน เลยทีเดียวและยังมีก้อนมหึมาอีกมากมายที่ขุดพบข้างใต้กำแพงที่มองเห็นลงไปอีก

หลังสงครามปลดปล่อยอิสราเอล ชาวยิวประกาศตั้งรัฐอิสราเอล ในปี ค.ศ. 1948 โดยมีเยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวง แต่ส่วนที่เป็นเมืองเก่าอยู่ในส่วนยึดครองของประเทศจอร์แดน ชาวยิวถูกห้ามไม่ให้เข้ามาที่กำแพงตะวันตก จนกระทั้งอิสราเอลชนะสงคราม 6 วัน กับประเทศอาหรับ และได้ปกครองเยรูซาเล็มทั้งหมด ชาวยิวจึงเข้ามาที่กำแพงตะวันตกเพื่อนมัสการและสวดภาวนาได้ตามปกติ  ไม่ว่าเวลาจะผ่านมาแล้วนับพันๆปีภาพที่คุ้นตาเมื่อไปที่นั้นคือ เราจะเห็นบรรดาชาวยิวทั้งชาย หญิงผู้เคร่งศาสนาไปยืนสวดมนต์ ขอพร ยืนร้องไห้ หรือแม้กระทั้งเสียบกระดาษที่บรรจุคำขอพรสอดเอาไว้ตามซอกก้อนหินมหึมาเหล่านั้น  กำแพงร้องไห้แห่งนี้ยังเคยตอนผู้นำประเทศ และผู้นำศาสนามากมายหลายคนมาแล้วอาทิเช่น องค์พระสันตะปาปา องค์ดาไลลามะ ท่านประธานาธิบดีบารัค โอบามา และอื่นๆอีกมากมาย  ที่นี้จะมีการแบ่งแยกสถานที่สักการะอย่างชัดเจน ชาวมุสลิมก็เข้าไปภาวนาในมัสยิดที่เป็นโดมสีทอง ชาวคริสต์ก็ภาวนาในโบสถ์คริสต์และเดินภาวนาตามทางที่เรียกว่าเป็นเวียโดโลโรซา (Via Dolorosa) หรือมรรคาศักดิ์สิทธิ์ ก็คือเส้นทางที่พระเยซูเดินแบกกางเขนก่อนถูกตรึงที่กางเขน เส้นทางนี้หากท่านใดเคยดูหนังเรื่องเดอะ แพสชั่น ออฟ เดอะ ไครสต์ (The Passion of The Christ) คงพอจะจำฉากนี้กันได้ที่พระเยซูทรงถูกทรมานเฆี่ยนตีจนเลือดออกท่วมพระกาย  ถูกการเยาะหยันโดยคำพูดต่างๆนานาๆ และพระองค์ทรงถูกสวมมงกุฏหนาม

กำแพงร้องไห้ (Wailling Wall)
กำแพงร้องไห้ (Wailling Wall)

 

เวียโดโลโรซา (Via Dolorosa)
เวียโดโลโรซา (Via Dolorosa)

นครดาวิด (City of David)  เป็นเนินเขาเล็ก ๆ ที่กษัตริย์ดาวิดได้ตั้งเป็นเมืองหลวงโดยยึดครองมาจากชาวเยบุสเมื่อ 3000 ปีที่แล้วโดยส่งทหารกล้าคือ โยอาบ เข้าไปทางอุโมงค์ซึ่งเป็นทางน้ำพุกิโฮน เพื่อโจมตีคนเยบุสและยึดตั้งเป็นนครของดาวิด น้ำพุกิโหนที่กษัตริย์โซโลมอนได้รับการเจิมอุโมค์ส่งน้ำที่สร้างในสมัยกษัตริย์เฮเซคียาห์ที่นำน้ำจากนอกกำแพงมาไว้ที่สระสิโลอัม แต่ที่น่าอัศจรรย์ใจก็คือ ผู้ที่ขุดอุโมงค์จากปลายทางและต้นทางสามารถขุดมาบรรจบกันโดยไม่มีวิทยาการสื่อสารที่ทันสมัยติดต่อกันเช่นปัจจุบัน แล้วสิ่งนี้เกิดขึ้นได้อยากไรหากไม่ใช่ “การทรงนำของพระเจ้า”

สุสานกษัตริย์ดาวิด (King David’s Tomb) เดวิด หรือ ดาวิด(David) เด็กเลี้ยงแกะผู้กล้าหาญ ผู้ขึ้นเป็นกษัตริย์ที่มีคุณธรรม แม่ทัพผู้ไม่กลัวต่ออริศัตรูหน้าไหน นักกวีและนักดนตรีที่สร้างสรรค์ผลงานบทเพลงสดุดี (Psalms) อันไพเราะ ชื่อของพระองค์หมายถึง “เป็นที่รัก” ดาวิดเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่สองของราชอาณาจักรอิสราเอล  สุสานกษัตริย์ดาวิดนี้ตั้งอยู่ในมุมส่วนล่างของซากสุเหร่าศิโยนในโบสถ์ไบเซนไทน์  ตั้งแต่สมัยไบเซนไทน์ไปจนถึงศตวรรษที่4มีการระบุว่าสถานที่นี้เป็นเคนาเคิล(cenacle)ของเยซูและสถานที่นัดพบเดิมของศาสนาคริสต์ โดยปัจจุบันสุสานของดาวิดอยู่ในการดูแลของฝ่ายอิสราเอล เนื่องจากดาวิดซึ่งชาวมุสลิมเรียกว่าบีดาวูดซึ่งเป็นกษัตริย์ชาวอิสราเอลที่มุสลิมนับถือว่าเป็นศาสนาทูตของอัลเลาะฮ์

นครดาวิด (City of David) สุสานกษัตริย์ดาวิด (King David’s Tomb)
รูปแรก : นครดาวิด (City of David)                                           รูปที่สอง : สุสานกษัตริย์ดาวิด (King David’s Tomb)

อุโมงค์ฝังศพพระเยซู (Garden  Tomb) อุโมงค์ที่สกัดไว้ในศิลา เป็นอุโมค์ใหม่ของเศรษฐีชื่อโยเซฟ อาริมาเธีย ศิษย์ของพระเยซู ผู้ที่เข้าไปขอพระศพของพระเยซูจากปีลาต อัญเชิญพระศพจากไม้กางเขน พันหุ้มไว้ด้วยผ้าป่านที่สะอาด และนำไปเก็บไว้ในอุโมงค์  เราเดินทางลัดเลอะมาเรื่อยๆถึงชายแดนอลันบีบริดจ์เพื่อที่จะข้ามสู่ประเทศจอร์แดน เมืองมาดาบา ที่ ยอดปิสกาห์ ภูเขาเนโบ (Mount Nebo) ในภาษาฮีบรู Nevo และในภาษาอัสซีเรียนเรียกว่า nabu เป็นภูเขาในแผ่นดินโมอับ ภูเขาเนโบตั้งอยู่ทางทิศใต้ของกรุงอัมมาน เมืองหลวงของประเทศจอร์แดน โดยอยู่ใกล้กับทะเลสาบเดดซีและแม่น้ำจอร์แดน ซึ่งเป็นพรมแดนระหว่างอิสราเอลกับจอร์แดน ยอดเขาสูง 3,300 ฟุต  วิวบนภูเขาเนโบ จะเห็นสภาพภูมิประเทศค่อนข้างแห้งแล้ง มีต้นไม้ขึ้นอยู่บ้าง บนยอดเขามีโบสถ์ที่สร้างอุทิศให้โมเสส ปัจจุบันถูกปรับปรุงโดยสร้างโบสถ์สมัยใหม่ครอบไปอีกชั้น (แต่ฐานกำแพงยังใช้ของเดิม) บนภูเขาเนโบพระเจ้าได้นำโมเสสขึ้นมาดูแผ่นดินคานาอันบนยอดเขานี้  ให้โมเสสได้เห็นในสิ่งที่พระองค์ทรงสัญญาว่าจะให้แก่ชนชาติอิสราเอลนี้ และทรงรับเขาไป เขาตายบนภูเขาเนโบ ที่ๆเขาได้พบกับพระเจ้าและตายในอ้อมกอดของพระเจ้า ทั้งนี้ไม่มีใครเห็นเขาเลย

อุโมงค์ฝังศพพระเยซู (Garden Tomb)ยอดปิสกาห์ ภูเขาเนโบ (Mount Nebo)
รูปแรก และกลาง : อุโมงค์ฝังศพพระเยซู (Garden Tomb)                                                                               รูปสุดท้าย : ยอดปิสกาห์ ภูเขาเนโบ (Mount Nebo)

การเดินทางที่แสนยาวไกล ใกล้สิ้นสุดลง….จากโมเสสทารกน้อยผู้ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้แม้แต่หานมดื่ม แต่กลับเป็นผู้ที่นำที่ยิ่งใหญ่นำชนชาติอิสราเอลนับล้านๆคนออกจากประเทศอียิปต์เพื่อปลดแอกจากการเป็นทาสในประเทศอียิปต์  สู่องค์พระเยซูเจ้ากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่บนเป็นแผ่นดินสวรรค์ กษัตริย์ผู้มีความรัก ความเมตตา ความถ่อมสุภาพ กษัตริย์ผู้ที่ร้องไห้กับผู้ที่ร้องไห้ หัวเราะกับผู้ที่หัวเราะ กษัตริย์ผู้ที่ยอมตายแทนผู้อื่นโดยไม่ถามแม้แต่คำเดียวว่าผู้นั้นมีบาปอะไร กษัตริย์ผู้ยอมลงมาใช้ชีวิตแฉกเช่นคนธรรมดาทั่วไป และ….พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์พระองค์เดียวผู้ทรง “ปลดแอกความบาป” แบบถาวร

ในโลกนี้หากเราเชื่อว่าสิ่งโน้น นั้น นี้มีจริง(ไม่เห็นและหาข้อพิสูจน์ไม่ได้) แต่ทำไมเราถึงไม่เชื่อว่า “พระเจ้ามีจริง” ทั้งๆที่หลักฐานมากมายทางโบราณคดี หลักฐานทางประวัติศาสตร์ และอื่นๆอีกมากมายก็ชี้และแสดงให้เห็นอย่าง “ชัดเจน”  คำตอบนี้คงไม่มีใครสามารถตอบคำถามเราได้ยกเว้นตัวและใจของเราเอง ในโลกนี้ “สิ่งที่ตามองไม่เห็น ไม่ใช่ว่าไม่มีจริง” เช่นเดียวกับเราหายใจเอาออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย เรามองไม่เห็นแต่เรารู้ว่าหากเราขาดออกซิเจนเราต้องตาย  สายลมเรามองไม่เห็นแต่เราสัมผัสได้ถึงความเย็นของมัน

จงมองในสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น…..

จงมองในสิ่งที่คนอื่นเลือกที่จะไม่มอง…..

จงมองแง่มุมใหม่ๆของโลกในแต่ละวัน…..

และเราจะเห็นในสิ่งที่ใจเราค้นหา

จากอียิปต์สู่จอร์แดนดินแดนในพระคัมภีร์ก็ขอสิ้นสุดแต่เพียงเท่านี้ บทความต่อไปนั้นจะเป็นอะไรผู้เขียนก็ขอฝากผู้อ่านที่น่ารักติดตามกันด้วยนะคะ หรือถ้าหากอยากจะให้แนะนำเกี่ยวกับเรื่องอะไรก็เขียนเข้ามากันได้เลยคะ  และวันนี้ขออำลาไปด้วยคำว่า “ชาโลม” คำทักทายที่ดูธรรมดาแต่ไม่ธรรมดาของคนยิวในประเทศอิสราเอล 🙂

หมายเหตุ*** คำว่า “ชาโลม” ให้ภาษาฮีบรูไม่ใช่มีความหมายเพียงแค่ “สันติสุข” ที่เกิดภายในจิตใจเท่านั้น แต่คำว่า “ชาโลม” นั้นยังรวมถึงความเป็นตัวตนทั้งหมดของคุณ ทั้งวิญญาณ, ความคิดจิตใจ, และร่างกาย หมายความว่ามีความสมบูรณ์ แข็งแรงด้วย ในอีกความหมายหนึ่งคือ “ชาโลม” ปกคลุม ความเจริญมั่งคั่ง, ร่างกายที่แข็งแรงและ สิ่งดีๆทุกอย่างด้วย

Leave a Comment

หน้าหลัก » คู่มือท่องเที่ยว » จากอียิปต์สู่จอร์แดนดินแดนในพระคัมภีร์ตอนที่2

จากอียิปต์สู่จอร์แดนดินแดนในพระคัมภีร์ตอนที่1

จากอียิปต์สู่จอร์แดนดินแดนในพระคัมภีร์ตอนที่1

จากอียิปต์สู่จอร์แดนสองดินแดนในพระคัมภีร์และอารยธรรมโบราณที่มีมาช้านานก่อนคริสตกาล  หากจะกล่าวถึงประเทศอียิปต์เราคงนึกถึงความยิ่งใหญ่ของมหาปิระมิดกีซา มัมมี่ หรือสฟิงค์  แต่ถ้าจะประเทศจอร์แดนเราก็คงจะนึกถึงเพตรา ทะเลสาบเดดซี หรือทะเลแดง แต่จะมีสักกี่คนที่ได้รู้เบื้องหลังความน่าอัศจรรย์ที่ยังรอให้เราได้ไปค้นหาถึงที่มาที่ไปและความหมายที่ซ่อนอยู่ของสองดินแดนอารยธรรมโบราณนี้

ประเทศอียิปต์ หรือประเทศไอยคุปต์(มาจากการทับศัพท์คำภาษากรีกว่า ไอกึปตอส ( Aigyptos) ในอดีต ดินแดนอารยธรรมแห่งลุ่มแม่น้ำไนส์ที่เป็นศูนย์รวมความเจริญก้าวหน้าด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านอารยธรรม ด้านวิทยาศาสตร์ ด้านประดิษฐ์ตัวอักษร  ด้านการแพทย์  ด้านสถาปัตยกรรม ด้านระบบชลประทาน ด้านประติมากรรม และอื่นๆอีกมากมาย

ประเทศจอร์แดน หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่าดินแดน “เลแวนท์” (Levant มาจากภาษาละตินที่แปลว่า rise) ซึ่งครอบคลุม 4 ประเทศด้วยกันคือ อิสราเอล จอร์แดน เลบานอน ซีเรียและบางส่วนของอียิปต์และอิรักที่อยู่ติดกัน  ดินแดนประเทศจอร์แดนสมัยโบราณเมื่อหลายพันปีก่อนคริสตกาลดินแดนในแถบนี้เป็นที่อยู่ของชาวยิว ชาวโรมัน และชาวเผ่าต่างๆ    ตามพระคัมภีร์ไบเบิล และตำนานของชาวยิวที่ได้เขียนไว้ได้กล่าวถึงหลายเหตุการณ์สำคัญๆที่เกิดขึ้นในประเทศจอร์แดนด้วย แม้ว่าจะไม่มากเท่าอิสราเอลแต่สองดินแดนนี้ก็มีความสำคัญเป็นอย่างมากในหน้าประวัติศาสตร์ของผู้นำชนชาติอิสราเอล

สองดินแดนในพระคัมภีร์

การอพยพของอิสราเอลจากอียิปต์สู่คานาอัน (Israel’s Exodus from Egypt and Entry into Canaan)
การอพยพของอิสราเอลจากอียิปต์สู่คานาอัน (Israel’s Exodus from Egypt and Entry into Canaan)

สองดินแดนในพระคัมภีร์ที่กล่าวมาข้างต้นเริ่มต้นจากประเทศอียิปต์(ไอยคุปต์) โดยมีเรื่องราวเขียนไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิล(Bible)เกี่ยวกับเรื่องราวของ “โมเสส”(Moses)เจ้าชายแห่งอียิปต์ที่เป็นชาวยิว แต่ถูกเลี้ยงและเติบโตมาในประเทศอียิปต์สมัยนั้นชนชาติอิสราเอล(ฮีบรู)มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นฟาโรห์ของประเทศอียิปต์กลัวชาวอิสราเอลจะมาแย่งชิงอำนาจจึงได้สั่งฆ่าเด็กชายชาวอิสราเอลที่เกิดใหม่ทุกคน แต่โมเสสได้ถูกแม่ซ่อนไว้จึงรอดพ้นจากการถูกฆ่า แต่เมื่อเวลาผ่านไปไม่สามารถซ่อนทารกได้อีกเนื่องจากทารกโตขึ้น ดังนั้นแม่ของโมเสสจึงได้สานตระกร้าทาด้วยยางมะตอยแล้วนำโมเสสลอยน้ำไป จนธิดาฟาโรห์ไปพบเข้าจึงได้เก็บโมเสสมาเลี้ยง โดยจ้างหญิงชาวฮีบรูมาเป็นแม่นมซึ่งเป็นแม่แท้ๆของโมเสส(ธิดาฟาโรห์ไม่รู้ว่าเป็นแม่แท้ๆของโมเสส) โมเสสจึงได้รับการเลี้ยงดูแบบชาวฮีบรูและได้รับการสอนให้อยู่ในทางของพระเจ้า เมื่อโมเสสเติบโตขึ้นแม่นม(แม่ของโมเสส)จึงนำมาถวายพระราชธิดาฟาโรห์ เมื่อโมเสสเติบโตขึ้นและได้เห็นพี่น้องชาวฮีบรูถูกบังคับให้ทำงานหนัก ถูกชาวอียิปต์ทำร้ายร่างกายจึงได้เข้าไปช่วยและได้เผลอฆ่าคนอียิปต์ตาย โมเสสกลัวความผิดจึงหนี้ไปอยู่ในดินแดนมีเดียน(Midians) ที่นี้โมเสสได้แต่งงานและได้เลี้ยงแกะอยู่บนภูเขาซีนาย  จนกระทั้งพระเจ้าได้ทรงเรียกโมเสสให้เป็นผู้ปลดปล่อยชาวฮีบรูจากการเป็นทาสในประเทศอียิปต์นำไปยังดินแดนแห่งคำสัญญาหรือ  คานาอัน ที่ปัจจุบันคือ ประเทศอิสราเอล ปาเลสไตน์ และ เลบานอล     ***หมายเหตุ มีเดียนนั้น เป็นส่วนหนึ่งของอาระเบีย ซึ่งอยู่ทางด้านตะวันออกของอ่าวอาคาบา

เมื่อเรื่องราวในพระคัมภีร์ไบเบิล  ได้ถูกถ่ายทอดลงบนแผ่นฟิล์มฝีมือการผลิตของดรีมเวิร์กสแอนิเมชัน กำกับโดยเบรนด้า แชปแมน ในปี 1998จึงเกิดเป็นการ์ตูนแอนิเมชันมหากาพย์การผจญภัยที่เรารู้จักกันในเรื่องเดอะ พริ้นซ์ ออฟ อียิปต์ (The Prince of Egypt) ที่บอกเล่าถึงตำนานความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า และเมื่อการ์ตูนเดอะ พริ้นซ์ ออฟ อียิปต์ออกฉายก็ได้รับการตอบรับจากผู้ชมทั่วโลก และจากกระแสหนังเอนิเมชันเรื่องนี้จึงทำให้ผู้คนได้หันมาสนใจ และนิยมท่องเที่ยวในเส้นทางในแทบนี้มากขึ้น โดยเฉพาะชาวคริสต์ศาสนาที่อยากจะเดินทางมาเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆซึ่งมีอยู่จริงที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิล  วันนี้เราจะพาท่านไปชมสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆของสองประเทศนี้ว่ามีที่ไหนบ้าง โดยเราจะเริ่มต้นกันที่

โบสถ์เซ้นท์เซอร์เจียส (The Church of Saint Sergius and Bacchus (Abu Serga)

โบสถ์เซ้นท์เซอร์เจียส (The Church of Saint Sergius and Bacchus (Abu Serga)
โบสถ์เซ้นท์เซอร์เจียส (The Church of Saint Sergius and Bacchus (Abu Serga)

 

โบสถ์คริสต์ของชาวมุสลิม ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองไคโรเก่า เป็นโบสถ์ที่เก่าแก่ที่สุดในกำแพงเสาหินดั่งเดิมตั้งแต่ศตวรรษที่ 3-4 (ต่ำจากพื้นปัจจุบันลงไป 3 ชั้น) เป็นที่หลบภัย ของครอบครัวพระเยซูคริสต์จากเยรูซาเล็มกล่าวไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิลว่า ระหว่างที่พระองค์ยังอยู่ในวัยทารก เป็นช่วงที่กษัตริย์แฮรอดของจูเดีย สั่งฆ่าทารกผู้ชายที่เกิดใหม่ทุกคน โจเซฟและมาเรียได้นำพระเยซูคริสต์ ซึ่งถือกำเนิดในช่วงนั้น เดินทางหลบหนีมาซ่อนภัยเมื่อตอนเป็นทารก

 

ยอดเขาซีนาย (ชื่ออาหรับJebel Musa แปลว่าภูเขาของโมเสส)

ยอดเขาซีนาย (Jebel Musa)
ยอดเขาซีนาย (Jebel Musa)

มีความสูง 7,500 ฟุตหรือ 2,270 เมตร ภูเขาซีนายได้รับการขนานนามว่าเป็น ” หลังคาของอียิปต์ ” เป็นสถานที่ที่โมเสสขึ้นไปรับบัญญัติสิบประการและกฎเกณฑ์ต่าง ๆจากพระเจ้า  ซึ่งยอดภูเขาซีนายแห่งนี้เป็นจุดที่ชมดวงอาทิตย์ขึ้นที่สวยงามมากแห่งหนึ่งเลยทีเดียว

 

โบสถ์เซนต์แคทเธอรีน (St.Catherine)

ที่ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาโฮเร็บ (Mount Horeb) เป็นโบสถ์คริสต์นิกายออร์โธด็อกซ์ (Orthodox) ซึ่งได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกในปี 2002 โดยบริเวณรอบๆโบสถ์นั้นถูกโอบล้อมไปด้วยภูมิทัศน์และวิวทิวทัศน์อันสวยงาม ถูกสร้างขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 6 (พุทธศตวรรษที่ 11) เป็นโบสถ์คริสต์ที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังดำรงการใช้สอยดั้งเดิม กำแพงและตัวอาคารมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการศึกษาสถาปัตยกรรมไบแซนไทน์ (Byzantine)

โบสถ์เซนต์แคทเธอรีน (St.Catherine)
โบสถ์เซนต์แคทเธอรีน (St.Catherine)

หาดนูไวย์บา ทะเลแดง (Red Sea)

เป็นอ่าวในมหาสมุทรอินเดีย แบ่งระหว่างทวีปแอฟริกากับทวีปเอเชีย โดยทะเลแดงเชื่อมกับมหาสมุทรอินเดียที่อ่าวเอเดน ทะเลแดงมีชื่ออื่นคือ อ่าวอาหรับ (Arabian Gulf) ซึ่งเรียกกันก่อนสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 20 ชื่อทะเลแดงไม่ได้หมายถึงสีของน้ำทะเล แต่หมายถึงสีของแบคทีเรียชนิดหนึ่งบริเวณผิวน้ำ โดยเชื่อว่าหาดนูไวย์บาแห่งนี้เป็นบริเวณที่โมเสสได้นำชาวฮีบรู(หรือชาวอิสราเอลในปัจจุบัน) ข้ามผ่านทะเลแดงโดยพระเจ้าได้ทำให้น้ำในทะเลการแยกออกเป็น2 ฝั่งเพื่อให้ชาวยิวได้หนีจากการไล่ล่าของทหารอียิปต์ เนื่องจากนักโบราณคดีได้สำรวจบริเวณนี้และพบซากรถรบ วงล้อรถ และอาวุธที่จมอยู่ใต้ทะเลแดงในบริเวณนี้เป็นหลักฐานพิสูจน์เรื่องราวในพระคัมภีร์

***หมายเหตุ*** เส้นทางที่โมเสสใช้ในการอพยพวงศ์วานอิสราเอลออกจากอียิปต์นั้นมีหลายทฤษฏีมาก เพราะการหาหลักฐานเรื่องตำแหน่งของการข้ามทะเลแดง และ ภูเขาซีนาย นั้นสำคัญมากสำหรับชาวอิสราเอลและชาวคริสต์ ในเส้นทางแบบดั้งเดินนั้นบริเวณข้ามทะเลแดงอยู่ที่ทะเลสาบทิมเชห์ (Timsah) และภูเขาซีนายน่าจะอยู่ที่ปลายแหลมซีนายแต่ในปี 1988 นักสำรวจชาวอเมริกันได้สันนิษฐานเส้นทางใหม่ว่า บริเวณข้ามทะเลแดงของโมเสสน่าจะอยู่ที่บริเวณหาด Nuweiba ซึ่งที่หาดแห่งนี้มีการสำรวจพบล้อรถโบราณและโครงกระดูกเก่าแก่ และภูเขาซีนายก็น่าจะอยู่ที่บริเวณมีเดียน

ล้อรถโบราณที่ถูกค้นพบบริเวณหาด Nuweiba
ล้อรถโบราณที่ถูกค้นพบบริเวณหาด Nuweiba

 

มาซาดา(Masada)

มาซาดา(Masada)
มาซาดา(Masada)

ตั้งอยู่กลางทะเลทรายยูเดีย (Judean Dessert) ใช้เวลาสร้างถึง 7 ปี (ก่อน ค.ศ. 31-37) เพื่อเป็นพระราชวังฤดูหนาว ของกษัตริย์เฮโรด กษัตริย์แห่งยูเดีย ผู้สืบเชื้อสายมาจากคนเอโดม ปัจจุบันป้อมแห่งนี้เป็นอุทยานแห่งชาติอิสราเอล และได้รับการขึ้นเป็นมรดกโลกเมื่อปี ค.ศ. 2001 บนมาซาดาทางด้านเหนือมีสถาปัตย์อันงดงามที่สลักจากผาหิน มีโรงอาบน้ำที่แบ่งออกเป็นส่วนของการอบซาวนา การแช่น้ำร้อน ที่อาบน้ำเย็น

 

ทะเลเดดซี หรือทะเลมรณะ(Dead  Sea)

ทะเลเดดซี หรือทะเลมรณะ(Dead Sea)
ทะเลเดดซี หรือทะเลมรณะ(Dead Sea)

เป็นทะเลสาบน้ำเค็มที่มีความเข้มข้นของเกลือสูงมาก อยู่ตรงเขตแดนประเทศจอร์แดนและอิสราเอล ระดับน้ำอยู่ต่ำที่สุด ทะเลเดดซีอยู่ระหว่างเทือกเขายูเดียที่ด้านเหนือ และที่ราบสูงทรานสจอร์แดนที่ด้านตะวันออก แม่น้ำจอร์แดนจะไหลจากทางเหนือมายังทะเลเดดซีนี้ ในสมัยที่เขียนคัมภีร์ไบเบิล จนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 8 พื้นที่บริเวณตอนเหนือเท่านั้นที่มีผู้อยู่อาศัย และระดับน้ำต่ำกว่าในปัจจุบัน 35 เมตร

คนชาวอาหรับจะเรียกทะเลสาบเดดซีกันว่า “อัลบาห์รัลไมยิต” หมายความว่าทะเลมรณะ  ส่วนภาษาฮีบรูเรียกทะเลสาบนี้ว่า “ยัมฮาเมละฮ์” ซึ่งหมายความว่า “ทะเลเกลือ” เป็นทะเลที่เค็มที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เค็มกว่าทะเลอื่นถึง 4 เท่า มีความยาว 76 กิโลเมตร กว้างถึง 18 กิโลเมตร มีจุดที่ลึกที่สุดคือ 400 เมตร และอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลถึง 417.5 เมตร ซึ่งนับว่าเป็นพื้นที่ ที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลมากที่สุดในโลกอีกแห่งด้วย ดังนั้นทะเลเดดซีเมื่อเราลงไปว่ายน้ำจึงสามารถลอยตัวได้เนื่องจากความมีปริมาณเข้มข้นของเกลือสูง

วันนี้ผู้เขียนขอจบบทความเรื่อง “จากอียิปต์สู่จอร์แดนดินแดนในพระคัมภีร์ตอนที่ 1” ไว้แต่เพียงเท่านี้ก่อน  เอาไว้อาทิตย์หน้าจะมาเล่าตอนที่2 ให้ฟังกันต่อ รับรองว่ามีแต่สถานที่ที่น่าสนใจทั้งนั้นเลยค่ะ 🙂

 

 

Leave a Comment

%d bloggers like this: