สถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาดเมื่อไปเวียดนาม

capture-20150825-101635

ถ้าพูดถึงประเทศเวียดนามหรือ อีกชื่ออย่างเป็นทางการคือ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (Socialist Republic of Vietnam) เป็นประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภูมิประเทศส่วนใหญ่โอบล้อมไปด้วยภูเขาสูงกั้นระหว่างที่ราบลุ่มแม่น้ำที่อุดมสมบูรณ์ เวียดนามนามมีฤดูกาลทั้งหมด 4 ฤดู คือ
1. ฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม-เมษายน) มีฝนตกเล็กน้อยและความชื้นสูง อุณหภูมิประมาณ 17 ํ C-23 ํ C
2. ฤดูร้อน (พฤษภาคม-สิงหาคม) อากาศร้อนและมีฝน อุณหภูมิประมาณ 30 ํC – 39 ํ C เดือนที่ร้อนที่สุดคือ มิถุนายน
3. ฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน-พฤศจิกายน) อุณหภูมิ 23 ํC – 28 ํ C
4. ฤดูหนาว (ธันวาคม-กุมภาพันธ์) อากาศจะหนาวเย็นที่สุดในรอบปี คือ ประมาณ 7 ํC – 20 ํ C แต่ในบางครั้งอุณหภูมิอาจลดลงถึง 0 ํ C เดือนที่หนาวเย็นที่สุดคือ มกราคม

เราก็รู้จักประเทศเวียดนามกันคราวๆแล้วถ้างั้นเราไปดูกันเลยว่าเวียดนามมีสถานที่เที่ยวอะไรหน้าสนใจอะไรกันบ้างเริ่มที่แรกกันเลย……

จัตุรัสโฮจิมินห์ (Tran Nguyen Hai Statue)

capture-20150826-110308
ภาพจัตุรัสโฮจิมินห์ (Tran Nguyen Hai Statue)

ตั้งอยู่บริเวณใจกลางเมืองโฮจิมินห์ จุดเริ่มต้นของการเดินทางท่องเที่ยวในเมืองโฮจิมินห์ แนะนำให้มาเริ่มตรงใจกลางแห่งนี้ เพราะสามารถไปยังจุดอื่นๆ ได้ง่าย โดยจุดนี้จะมีรูปปั้นของอดีตประธานาธิบดีโฮจิมินห์ กับเด็กๆ ด้านหลังเป็นศาลาว่าการเมือง ซึ่งดูแปลกตาในสไตล์ฝรั่งเศส ถ้ามองจากตรงนี้สามารถมองให้เห็นถึงความจอแจของเมืองใหญ่ เพราะที่นี่นอกจากจะเป็นศูนย์กลางของเมืองแล้ว ยังเป็นศูนย์กลางของการค้าอีกด้วย คล้ายกับสีลมของเมืองไทย แต่รถไม่ติดเพราะที่เมืองนี้มีรถยนต์น้อย มีรถมอเตอร์ไซด์มากกว่า เวลาข้ามถนนต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

สุสานโฮจิมินห์ (Ho Chi Minh’s Mausoleum)

Ho Chi Minh Mausoleum-133320
ภาพสุสานโฮจิมินห์ (Ho Chi Minh’s Mausoleum)

สุสานบรรจุศพแห่งนี้ตั้งอยู่ที่เมืองฮานอย ภายในอนุสาวรีย์มีโลงแก้วบรรจุร่างของ โฮจิมินห์ หรืออดีตนายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนาม แต่คนเวียดนามมักเรียกกันว่า “ลุงโฮ” ส่วนรูปแบบสถาปัตยกรรมนั้นยึดโมเดลมาจากอนุสาวรีย์บรรจุศพของ วลาดีมีร์ เลนิน ในประเทศรัสเซีย เปิดให้สาธารณชนเข้าชมครั้งแรกเมื่อ ค.ศ. 1975 และในทุก ๆ ปีร่างของลุงโฮจะถูกส่งไปตรวจสอบความสมบูรณ์ที่รัสเซีย

ข้อมูลเพิ่มเติม : ตั้งอยู่ที่จตุรัสบาดิงห์ (Ba Dinh Square) เปิดทำการวันอังคาร-พฤหัสบดี และวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 08.00-11.00 น. สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางมาเยี่ยมชมต้องสวมเครื่องแต่งกายสุภาพเรียบร้อย (ห้ามสวมเสื้อแขนกุด กระโปรงสั้นเหนือเข่า กางเกงขาสั้น)

ปราสาทหมีเซิน (My Son Sanctuary)

capture-20150826-110601
ภาพปราสาทหมีเซิน (My Son Sanctuary)

ปราสาทหมีเซินเป็นสิ่งก่อสร้างที่หลงเหลือมาจากอาณาจักรจามปาหรือช่วงศตวรรษที่ 4-15 สะท้อนให้เห็นถึงสถาปัตยกรรมของฮินดูที่เก่าแก่และสมบูรณ์ที่สุดในอินโดจีน ในอดีตปราสาทแห่งนี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับบูชาพระศิวะ นอกจากตัวปราสาทแล้วยังมีรูปปั้น วัด และถูกห้อมล้อมไปด้วยป่าดงดิบ ในสมัยก่อนมีสิ่งก่อสร้างโบราณกว่า 70 หลัง แต่ในช่วงสงครามเวียดนามโบราณสถานฮินดูนี้ถูกระเบิดตกใส่ไปหลายแห่ง จนปัจจุบันเหลืออยู่เพียง 22 หลังเท่านั้น และที่สำคัญได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกอีกด้วย

ข้อมูลเพิ่มเติม : ตั้งอยู่ในชุมชน Duy Tan จังหวัดกว๋างนาม (Quang Nam) หรืออยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองดานัง 70 กิโลเมตร และห่างจากเมืองฮานอย 40 กิโลเมตร และเปิดทำการตลอดทั้งปี สำหรับเวลาที่เหมาะสมในการมาเยี่ยมชม คือ ช่วงเช้า เพราะอากาศกำลังดี ไม่ร้อนจนเกินไป

 

 อ่าวฮาลอง (Ha Long Bay)

capture-20150826-111120
ภาพอ่าวฮาลอง (Ha Long Bay)

อ่าวฮาลอง เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ยังคงความสมบูรณ์ของพันธุ์สัตว์ เพราะมีความหลากหลายทางชีวภาพ จนยูเนสโกต้องยกย่องให้เป็นมรดกโลก อ่าวนี้ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเวียดนาม และอยู่ไม่ห่างจากเขตแดนของประเทศจีนมากนัก จุดเด่นของอ่าวนี้ คือ มีเกาะหินปูนโผล่ขึ้นกระจาย ๆ ทั่วอ่าว ครอบคลุมพื้นที่ถึง 1,500 ตารางกิโลเมตร นอกจากนี้ ยังได้รับคำชื่นชมจากนักท่องเที่ยวว่ามีบรรยากาศที่สวยงามเกินจริง เสมือนฉากในตอนจบของภาพยนตร์ซึ่งมีแสง สี ที่ลงตัวสุด ๆ เลยทีเดียว

 ข้อมูลเพิ่มเติม : อ่าวฮาลองอยู่ห่างจากกรุงฮานอย 170 กิโลเมตร ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเริ่มต้นการเดินทางจากกรุงฮานอย โดยใช้บริการรถยนต์ รถมินิบัส รถประจำทาง หรือเฮลิคอปเตอร์

 

 ซาปา (Sapa)

sapa-115143
ภาพซาปา (Sapa)

ซาปา (Sa Pa) ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศเวียดนาม ในเขตจังหวัดลาวไค ใกล้กับชายแดน จีน ภูมิประเทศตั้งอยู่บนระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 1,650 เมตร จึงมีอากาศหนาวเย็นตลอดปี ทำให้เพาะปลูกผักผลไม้ได้ดี มี ตลาดบั๊กห่า ที่ขึ้นชื่อของเวียดนามเหนือ เป็นศูนย์รวมของกินของใช้ของชาวเมืองภูมิภาคนี้ ปัจจุบันซาปามีประชากรอาศัยอยู่ราว 37,000 คน นับเป็นดินแดนแห่งดอย ที่มีความหลากหลายของชาติพันธุ์มากที่สุดในประเทศเวียดนาม

ซาปา เมืองเล็กๆ แห่งนี้เริ่มต้นเป็นเมืองแห่งการพักผ่อน เมื่อฝรั่งเศสซึ่งปกครองเวียดนามอยู่ในขณะนั้น ได้มาสร้างสถานีบนภูเขาขึ้นในปี พ.ศ.2465 จากนั้น จึงเริ่มมีชาวต่างชาติซึงอยู่ในฮานอย มาพักผ่อนในช่วงวันหยุดเป็นประจำ เพราะอากาศดีและเงียบสงบ จนเมื่อนักเดินทางได้รับข่าวและมาเห็นถึงบรรยากาศจริงๆ รวมไปถึงเหล่านักเดินทางจากทั่วโลกก็ได้รับสารเหล่านี้เช่นกัน นั่นจึงทำให้ปัจจุบันที่นี่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ที่สำคัญนอกจากบรรยากาศแล้ว บรรดาชาวเขาที่อยู่บริเวณนี้ก็น่าสนใจไปเยี่ยมชมมากเช่นกัน พื้นที่ ซาปา เต็มไปด้วยนาขั้นบันไดที่มากมายท่ามกลางลาดไหล่เขาที่ทอดตัวอย่างมีเสน่ห์ หรือถ้าชอบเดินป่าก็มียอดเขา ฟานสีปัน ให้พิชิตบนความสูง 3,143 เมตร จากระดับน้ำทะเล ซึ่งสูงสุดในละแวกอินโดจีน

ข้อมูลเพิ่มเติม

รามตอนพาส เป็นจุดชมวิวสูงสุดในบริเวณซาปา และเป็นจุดสูงสุดในเวียตนาม ความสูง 1,900 เมตร และยังเป็นเขตรอยต่อระหว่างจังหวัดลาวไค กับจังหวัดไลโจว เป็นจุดชมวิวทิวทัศน์ของ เทือกเขาฟานสีปันได้อย่างสวยงามมากๆ จะเห็นทิวเขาสลับซับซ้อน และจะเห็นถนนคดเคี้ยวไปตามริมหน้าผาเพื่อตัดลงสู่ที่ราบต่อไปจนถึงเมืองไลโจว

หมู่บ้านกัตกัต (Cat Cat Village) หมู่บ้านแห่งนี้อยู่ห่างจากเมืองซาปา 3 กิโลเมตร หมู่บ้านกัตกัต เป็นหมู่บ้านเก่าแก่ของชาวเผ่าม้งซึ่งอพยพมาจากประเทศจีน มีเครื่องแต่งกายที่นิยมโทนสีน้ำเงินเข้มหรือดำ ที่นี่มีวิวทิวทัศน์ของนาขั้นบันได นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางมาเที่ยวชมหมู่บ้านนี้ได้ง่าย

 

ล่องฮาลองบกที่นิงห์บิงห์ (Ninh Binh)

Ninh Binh-094719
ภาพล่องฮาลองบกที่นิงห์บิงห์ (Ninh Bi

เมืองนิงห์บิงห์เป็นเมืองชนบทเล็กๆของกรุงฮานอย หรือ เมืองหลวงของเวียดนาม ฮานอยมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติสำคัญได้แก่ฮาลองเบย์ หรืออ่าวฮาลอง ซึ่งได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกมาเมื่อ 17 ปีมานี้เอง คนไทยรู้จักอ่าวฮาลองมากขึ้นนับจากเวียดนามเริ่มเปิดประเทศใหม่ๆ หรือหลังรวมเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้เข้าด้วยกันและในขณะเดียวกันก็มีภาพยนต์สารคดีท่องเที่ยว เรื่อง อ่าวฮาลองออกสู่สายตาชาวโลกพร้อมๆกับสถานท่องเที่ยวอื่นๆของเวียดนาม

ส่วนฮาลองบก เป็นชื่อที่คนไทยตั้งฉายาให้ ฮาลองบกนี้ใช้เรือแจวขนาดเล็กๆนั่งได้ราว 3-4 คน โดยมีชาวบ้านเป็นคนพายเรือล่องไปในลำน้ำที่ลัดเลี่ยวไปตามหุบเขาเป็นบรรยากาศที่ดีมาก  ทุกอย่างดูเงียบสงบ จะได้ยินเสียงแต่ไม้พายกระทบน้ำ  และส่วนใหญ่จะพายตามๆกันไปเหมือนเป็น ระหว่างนั้นก็ชมทิวทัศน์ของทะเลสาบอันน่าตื่นตา  หลายคนเปรียบเทียบว่าไม่ต่างกับกุ้ยหลินในจีน  แต่ความจริงแล้วเมืองนิงห์บิงห์กับเมืองกุ้ยหลินในมณฑลกวางสีของจีนก็อยู่ไม่ห่างนอกจากนี้ภูมิประเทศจึงดูคล้ายๆกันด้วย แต่ต่างกันตรงที่ฮาลองบกจะมีทุ่งนาขึ้นมาแทน ปรากฏการณ์ของธรรมชาติเช่นนี้จะเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงของฤดูกาลทำนาของชาวบ้าน ซึ่งรับรองว่า ทุกท่านที่ได้มาเยือนที่ ฮาลองบกแห่งนี้ต้องประทับใจในในความสวยงามของที่นี้อย่างแน่นอน

ข้อมูลเพิ่มเติม: ควรเที่ยวในช่วงของฤดูกาลทำนาของชาวบ้านเพราะจะมีความสวยงามมากที่สุด และควรเตรียมเส้อกันฝนไปด้วย

 

อุโมงค์กู๋จี (C Chi tunnels)

capture-20150811-204616
ภาพอุโมงค์กู๋จี (Củ Chi tunnels)

อุโมงค์กู่จี ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของการไปเที่ยวเวียดนาม ใต้เลยก็ว่าได้ โดยอุโมงค์กู่จีอยู่ที่เมืองกู่จี เป็นอุโมงค์ของชาวเวียดกงที่ขุดขึ้นขนาดพอดีกับตัวในสมัยที่ทำสงครามกับกองทัพอเมริกา รวมถึงกองทหารพันธมิตรจากนานาประเทศ โดยอุโมงค์กู่จีถูกขุดขึ้นเพื่อใช้ในการซุ่มโจมตีกองกำลังทหารจากอเมริกาและพันธมิตร ด้วยอุโมงค์กู่จีนี้จึงทำให้ทหารเวียดนามได้รับชัยชนะในการรบกับทหารอเมริกา ถึงขั้นที่อเมริกาคิดที่จะมาทิ้งระเบิดนิวเคลียร์แต่ถึงพันธมิตรยับยั้งไว้ก่อน โดยอุโมงค์กู่จีนี้มความยาวกว่า 200 กิโลเมตร และสามารถอยู่อาศัยได้ถึง 80,000 คน และใช้เป็นที่บัญชาการทางทหารหลายครั้งระหว่างสงครามเวียดนาม และเป็นฐานปฏิบัติการของเวียดกง เมื่อครั้งการรุกเทศกาลตรุษญวนในปี ค.ศ. 1968 และเป็นหลุมหลบภัยอีกด้วย

อุโมงค์กู๋จี (Củ Chi tunnels) เป็นเครือข่ายอุโมงค์ใต้ดินที่เชื่อมถึงกันในอำเภอกู๋จีในไซ่ง่อน (ปัจจุบันคือ โฮจิมินห์ซิตี) และเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายอุโมงค์ขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ

อุโมงค์ดังกล่าวถูกใช้โดยกองโจรเวียดกงเป็นจุดซ่อนตัวระหว่างการปะทะ เช่นเดียวกับเป็นเส้นทางสื่อสารและเสบียง โรงพยาบาล สถานที่เก็บอาหารและอาวุธและที่พักอาศัยของนักสู้กองโจรจำนวนมาก ระบบอุโมงค์ดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อ เวียดกงในการต่อสู้กับทหารสหรัฐ จนกระทั่งสหรัฐต้องถอนกำลังทหารออกจากเวียดนามใต้ในที่สุด

ข้อมูลเพิ่มเติม : ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองโฮจิมินห์ 70 กิโลเมตร และเปิดให้บริการตลอดทั้งปี

 

พระราชวังเว้ (Hue Royal Palace)

Hue Royal Palace-094109
ภาพพระราชวังเว้ (Hue Royal Palace)

เป็นพระราชวังของราชวงศ์เหงียน (Nguyen Dynasty) ซึ่งยังคงหลงเหลือให้เห็นในปัจจุบัน ภายในประกอบด้วย พระราชวัง สุสานของกษัตริย์และเชื้อพระวงศ์ เจดีย์ วัดวาอาราม ห้องสมุด และพิพิธภัณฑ์ สิ่งก่อสร้างต่าง ๆ สร้างขึ้นเมื่อประมาณศตวรรษที่ 19 แต่สำหรับสิ่งก่อสร้างที่สร้างความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก คือ ประตูทางเข้าพระราชวัง (Ngo Mon Gate) ซึ่งเป็นทางเดินเข้าสำหรับกษัตริย์ เชื้อพระวงศ์ และสุสานพระเจ้ามิงห์หมาง (The Tomb of Emperor Minh Mang) ซึ่งนอกจากจะเป็นพระราชวังที่ก่อสร้างขึ้นด้วยสถาปัตยกรรมที่สวยงามแล้ว ยังมีทิวทัศน์ที่งดงามไม่แพ้กัน จนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

พระราชวังเว้ (Hue Royal Palace) ถือได้ว่าเป็นพระราชวังเพียงที่นี่ที่เดียวในประเทศเวียดนาม ที่เป้นสถานที่ประทับของกษัตริย์ในราชวงค์เหงียนทั้ง 13 พระองค์ ในช่วงระหว่าง คศ. 1802 – 1935 กษัตริย์องค์แรก ชื่อกษัตริย์ยาลอง( Gia Long) พระองค์สร้างพระราชวังนี้เมื่อ ค.ศ.1805 แต่แล้วเสร็จในปี ค.ศ 1832 รวมระยะเวลาก่อสร้างนานถึง 27 ปี กษัตริย์องค์สุดท้ายที่ประทับชื่อกษัตริย์ เบ่าได๋ และเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของเวียดนาม…จากนั้นเวียดนามกลายประเทศสังคมนิยมหลังจากกองกำลังโฮจิมินห์ ขับไล่ฝรั่งเศสจนได้รับอิสรภาพ กษัตริย์เบ่าได๋ถูกกดดันให้สละราชบัลลังค์เมื่อ ปี พศ.2498 ซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลที่ 9 ของไทย และเสด็จลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศ

พระราชเว้ได้สร้างตามแบบของพระราชต้องห้ามในประเทศจีนแต่ย่อส่วนให้เล็กกว่า มีสถาปนิกชาวฝรั่งเศสเป็นผู้ออกแบบก่อสร้าง ลักษณะของพระราชวังคล้ายกับพระราชวังสวนจิตลดา คือเป็นรูปสีเหลี่ยมจัตุรัส ความยาวด้านละ 1 กม. มีคูน้ำล้อมรอบ แต่พระราชวังเมืองเว้กว้างขวางกว่ามาก คือมีความยาวด้านละ 2.5 กม. รวมทั้งสีด้านมีความยาวประมาณ 11 กม. พื้นที่ของพระราชวังที่เป็นเขตชั้นในจะเหลือพระตำหนักสำคัญๆเพียงไม่กี่แห่ง เนื่องจากเคยถูกเผามาครั้งหนึ่งจากฝรั่งเศส คศ. 1945 พระราชวังร้างแห่งนี้ก็กลายเป็นที่ซ่องสุมพวกเวียดกงในสมัยสงครามเวียดนาม จึงถูกกองทัพสหรัฐถล่มทั้งทางบกและทางอากาศในปี คศ.1968 ทำให้พระราชวังเสียหายยับเยิน ปัจจุบันรัฐบาลเวียดนามกำลังพัฒนาปรับปรุงให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว และขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ค.ศ. 1993

ข้อมูลเพิ่มเติม : ค่าเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่ราคา 16 บาท (10,000 ดงเวียดนาม) ค่าเข้าชมสำหรับเด็ก (อายุ 10-15 ปี) ราคา 8 บาท (5,000 ดงเวียดนาม) สำหรับเวลาทำการนั้น เปิดให้บริการทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ ในช่วงฤดูร้อนเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 07.00-17.00 น. ในฤดูหนาวเปิดตั้งแต่เวลา 07.30-17.30 น.

 

เมืองเก่าฮอยอัน (Hoi An Old Town)

Hoi An Old Town-093050
ภาพเมืองเก่าฮอยอัน (Hoi An Old Town)

เมืองเก่าฮอยอันเป็นเมืองขนาดเล็กตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลจีนใต้ ชาวบ้านยังคงมีวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม อีกทั้งภายในเมืองยังมีพิพิธภัณฑ์หลายแห่งที่จัดแสดงเรื่องราวความเป็นมาทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า มีอาคารต่าง ๆ ที่สะท้อนให้เห็นถึงสถาปัตยกรรมทั้งตะวันตกและตะวันออก เช่น บ้าน โคมไฟโบราณแบบจีน สะพานข้ามคลองที่มีการดีไซน์แบบประเทศญี่ปุ่น ดังนั้น จึงไม่แปลกที่เมืองฮอยเก่าอันจะได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลก นอกจากนี้ ยังสามารถดึงดูดความสนใจจากนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี ส่วนการสัญจรไปมาในเมืองนั้นก็สะดวก นักท่องเที่ยวสามารถเดิน ปั่นจักรยาน หรือขับรถจักรยานยนต์ก็ได้ เพราะเป็นเมืองขนาดเล็ก ในยามค่ำคืนหลังสี่ทุ่มไปแล้วจะค่อนข้างเงียบ แต่ยังพอมีผับบาร์ ร้านขายเครื่องดื่มเปิดให้บริการอยู่บ้าง ที่สำคัญผู้คนในเมืองเป็นมิตร อัธยาศัยดี มีน้ำใจกับนักท่องเที่ยว

คนไทยรู้จักฮอยอันกันมากเมื่อมีละครทีวี ฮอยอัน ฉันรักเธอ ฉายที่เมืองไทยไม่นานมานี้ ทำให้คนไทยเดินทางมาเที่ยวเมืองฮอยอันอย่างไม่ขาดสาย

ปี ค.ศ.1999 (’42) Unesco ได้ขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม และสนับสนุนด้านการเงินในการบูรณะซ่อมแซม. ฮอยอันในปัจจุบันได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเป็นอันมาก บ้านโบราณ ตึกเก่าที่เคยเป็นร้านค้าในสมัยนั้น วัดเซน (วัดญี่ปุ่น) ศาลเจ้า (แบบจีน) ยังอยู่ในสภาพที่ดีมาก บ้านเลขที่ 101 มีหลังคาทรงกระดองปูทำด้วยไม้แกะสลักอย่างสวยงามประกอบด้วยเอกลักษณ์ ของสามชาติคือ จีน ญี่ปุ่น และเวียดนาม บ้านหลังนี้ยังคงมีผู้สืบทอดมาจนถึงรุ่นที่ 6 และเครื่องใช้ไม้สอยบางอย่างมีอายุถึง 200 ปี และ

เสน่ห์อย่างหนึ่งของการมาเยือนเมืองฮอยอันคือการได้เข้าไปเยี่ยมชมบ้านประจำตระกูลเก่าแก่ที่ยังคงงดงาม มีให้เลือกชมอยู่หลายหลัง แต่คุณสามารถเลือกเข้าชมได้เพียง 1 หลังจากบัตรเข้าชม นอกเหนือจากนี้คุณจะต้องจ่ายค่าเข้าชมในบ้านแต่ละหลังเอง เริ่มตั้งแต่ถนนตรันฝู ที่ตั้งของบ้านเลขที่ 77 ซึ่งเป็นบ้านของลูกหลานชาวจีนเก่าแก่อายุเกือบ 80 ปี ซึ่งอยู่อาศัยมาถึง 6 รุ่นแล้ว ภายในใช้เครื่องไม้ประดับตกแต่งอย่างงดงาม ถัดมาที่ถนนเหวียนไทฮ็อกที่ถือว่าเป็นศูนย์รวมของสถาปัตยกรรมแบบฮอยอัน บนถนนสายนี้มีบ้านประจำตระกูลเก่าแก่ให้เลือกเข้าชมทั้งหมด 3 หลังด้วยกัน เริ่มจากบ้านเลขที่ 22 บ้านเก่า 2 ชั้น ของชาวจีนที่เข้ามาติดต่อเพื่อซื้อขายอบเชย สร้างมาเกือบ 901 ปีแล้ว ภายในแบ่งเป็น 2 ช่วงคือบ้านไม้ และบ้านปูนเก่าที่สร้างอย่างประณีต เป็นครอบครัวที่ใหย๋ที่เปิดให้เข้าชมได้

และที่คุณำลาดไม่ได้คือบ้านเลขที่ 101หรือ Old House No.101 เป็นบ้านของชาวจีนในตระกูล Tan Ky นับเป็นบ้านไม้ที่เก่าแก่และสวยงามที่สุดของเมืองฮอยอัน สร้างขึ้นเมื่อ 75 ปีที่แล้วและอยู่กันมา 5 ชั่วอายุคน ภายในแบ่งเป็นสัดส่วนอย่างลงตัว ตั้งแต่ ห้องสมุดสมัยก่อน ห้องรับแขก และห้องครัว

ข้อมูลเพิ่มเติม : ค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์ที่ตั้งอยู่ในเมืองเก่าฮอยอันคนละ 181 บาท (120,000 ดงเวียดนาม) นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวที่ต้องการเข้าชมพิพิธภัณฑ์เมืองเก่าต้องแต่งกายสุภาพ เช่น ผู้ชายสวมเสื้อเชิ้ต ผู้หญิงห้ามสวมเสื้อไม่มีแขนและกระโปรงสั้นเหนือเข่า

ภูเขาทรายสองสีที่หมุยแหน (The Sand Dunes of Mui Ne)

The Sand Dunes of Mui Ne-092736
ภาพภูเขาทรายสองสีที่หมุยแหน (The Sand Dunes of Mui Ne)

นักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังที่แห่งนี้รับรองได้เลยว่าจะได้สัมผัสถึงบรรยากาศที่ใกล้เคียงกับทะเลทราย เพราะภูเขาทรายที่หมุยแหนหรือที่หลายคนคุ้นเคยกับสำเนียง “มุยเน่” นั้น มีขนาดใหญ่และอยู่ติดกับชายทะเล จึงมีแดดและลมที่แรงมากทีเดียว ที่นี่มีเนินทรายอยู่ 2 แห่ง คือ ภูเขาทรายขาวและภูเขาทรายแดง ซึ่งภูเขาทรายขาวนั้นมีอีกชื่อเรียกหนึ่งว่า Bau Trang และมีร้านอาหารขนาดเล็กเปิดบริการสำหรับนักท่องเที่ยวด้วย สำหรับภูเขาทรายแดงแม้ว่าจะมีขนาดเล็กกว่า แต่เป็นที่นิยมมากกว่าในสายตาของช่างภาพ เนื่องจากสีทรายมีสีแดงเข้ม ถ่ายรูปออกมาแล้วสีสวยกว่าที่ภูเขาทรายขาว ส่วนกิจกรรมยอดฮิต คือ การเล่นกระดานเลื่อนบนเนินทรายสูงลงมาด้านล่าง ซึ่งอุปกรณ์สำหรับเล่นนั้นสามารถหาเช่าได้จากร้านที่ตั้งอยู่ใกล้ ๆ ภูเขาทราย

ข้อมูลเพิ่มเติม : เปิดให้บริการตลอดทั้งปี แต่ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการมาเที่ยว คือ ช่วงเช้าหรือไม่ก็ช่วงเย็น เพราะตอนกลางวันถึงช่วงบ่ายนั้นอากาศและแดดแรงมาก

 

โบสถ์นอร์ทเธอดาม (Notre Dame Cathedral)

capture-20150826-110509
ภาพโบสถ์นอร์ทเธอดาม (Notre Dame Cathedra

ตั้งอยู่บริเวณกลางเมือง บนถนน Han Thuyen ได้รับการก่อสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. 2420 ใช้ระยะเวลาการสร้าง 6 ปี โบสถ์นี้ไม่มีการประดับด้วยกระจกสีเหมือนโบสถ์คริสต์ที่อื่น เพราะได้รับความเสียหายจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สำหรับโบสถ์แห่งนี้ได้รับการยกย่องว่ามีความงดงามมากที่สุดแห่งหนึ่งในเวียตนาม โดยในแต่ละวันมีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากมาย ลักษณะของตัวโบสถ์เป็นรูปแบบของสมัยอาณานิคม มีหอคอยคู่สี่เหลี่ยมอยู่ด้านบนสูง 40 เมตร เป็นเอกลักษณ์ที่งดงามของโบสถ์แห่งนี้ ด้านหน้าโบสถ์มีรูปปั้นขนาดใหญ่สีขาวเด่นเป็นสง่าของพระแม่มารี นักท่องเที่ยวนิยมเข้ามาชมกันมาก เพราะเป็นเสมือนสัญลักษณ์ร่วม อันหมายถึงการเข้ามาของตะวันตก และเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญอย่างหนึ่งของโฮจิมินห์

 

ตลาดบินถั่น (Ben Thanh Market)

capture-20150826-110438
ภาพตลาดบินถั่น (Ben Thanh Market)

ตั้งอยู่บนถนนเลเลย (Le Loi) ใกล้ๆ กับจัตุรัสโฮจิมินห์ ได้รับการก่อสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2457 บนพื้นที่ประมาณ 1 ตารางกิโลเมตร ซึ่งมีหอนาฬิกาอยู่ด้านหน้าเป็นสัญลักษณ์ ตลาดแห่งนี้ได้รับความนิยมอย่างมากทั้งจากคนพื้นเมืองและนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพราะมีสินค้าจำหน่ายมากมายทั้งเสื้อผ้า กระเป๋าเดินทาง เป้ นาฬิกา ของที่ระลึก อาหาร เครื่องเทศ ไปจนถึงอาหารสด และดอกไม้ ราคาไม่แพง

สถานที่ตั้ง: โฮจิมินห์ซิตี, เวียดนาม

ค่าธรรมเนียม: ไม่ใช่

สะพานญึ่ปุ่น (Japanese Covered Bridge)

Japanese Covered Bridge-091449
สะพานญึ่ปุ่น (Japanese Covered Bridge)

สัญลักษณ์อย่างหนึ่งของเมืองฮอยอันที่คุณต้องมาชมคือ สะพานญี่ปุ่น ได้รับการก่อสร้างโดยชุมชนชาวญี่ปุ่นเมื่อ 400 กว่าปีที่แล้ว รูปทรงโค้งของสะพานและหลังคามุงกระเบื้องสีเขียวและเหลืองเป็นคลื่น ตรงกลางสะพานมีเจดีย์ทรงจัตุรัสที่สร้างอุทิศให้แก่ดั๊กเดและตรันหวู ก่อนเดินข้ามสะพานด้านซ้ายมือจะมีรูปปั้นสุนัขกำลังนั่ง และเมื่อข้ามไปแล้วก็จะเจอกับลิงอีกตัว นับเป็นสิ่งที่ช่างสมัยก่อนแสดงให้เห็นถึงระยะเวลาในการก่อสร้าง สะพานแห่งนี้ เมื่อข้ามสะพานมายังอีกฟากหนึ่งของเมือง คุณจะพบเห็นบ้านเรือนเก่าสไตล์ญี่ปุ่นแท้ๆ ตลอดจนร้านสไตล์อาร์แกลอรี่ริมถนนคนเดินสองฟากฝั่งถนนให้คุณได้เลือกซื้อเลือกชม ส่วนถนนอีกเส้นคือ เหวียนทิมิงห์ไค ที่มีบ้านเก่าอีกหลังที่น่าสนใจเช่นกัน คือ บ้านเลขที่ 7 เป็นบ้านชาวจีนทที่ย้ายถิ่นฐานมาตั้งรกรากบนผืนแผ่นดินเวียดนามเมื่อครั้งขบวนเรือสำเภาเข้ามาค้าขายในเมืองท่าแห่งนี้

เอกลักษณ์ของบ้านไม้เก่าในฮอยอันก็คือ ส่วนหน้าบ้านจะอยู่ติดกับถนนอีกสายหนึ่งและหลังบ้านจะอยู่ติดกับถนนอีกสายหนึ่ง บริเวณหลังบ้านจะยาวมาก ภายในตกแต่งด้วยไม้แกะสลักงดงามและ หน้าบ้านจะดัดแปลงมาเป็นร้านค้าขายของที่ระลึก สำหรับนักท่องเที่ยว

 

ทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม (Ho Hoan Kiem หรือ ทะเลสาบคืนดาบ)

Ho Hoan Kiem -092050
ทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม (Ho Hoan Kiem หรือ ทะเลสาบคืนดาบ)

ทะเลสาบแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณใจกลางเมืองเก่าฮานอย ทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม มีตำนานเล่าขานสืบต่อกันมาว่าครั้งอดีตพระเจ้าเลไทโต (Le Thai Yo) ได้นำดาบวิเศษซึ่งนำมาต่อสู้กับพวก หมิงจนสามารถปลดปล่อยประเทศให้อิสระแล้ว พระองค์ทรงเรือไปกลางทะเลสาบ เพื่อคืนดาบวิเศษให้กับเต่าศักดิ์สิทธิ์ และกล่าวกันว่าเต่าได้ขึ้นมาฉกดาบไปจักพระหัตถ์ของพระองค์แล้วหายไปในทะเลสาบ อันเป็นเหตุให้ทะเลสาบแห่งนี้มีชื่อว่า ทะเลสาบคืนดาบ หากมองไปกลางทะเลสาบจะเห็นเจดีย์โบราณโผล่ขึ้นพ้นน้ำ สร้างขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 18 มีชื่อเรียกว่า ทาพรัว (Thap Rua) ซึ่งหมายถึง หอคอยเต่าและในปัจจุบันยังมีหลายคนบอกว่าเห็นเต่าขนาดใหญ่อยู่ในทะเลสาบแห่งนี้ โดยเฉพาะช่วงเปลี่ยนฤดูกาล

สุดท้ายนี้ก็ขอฝากถึงผู้ที่กำลังคิดจะเดินทางไปเที่ยวแต่ ยังคิดไม่ออกว่าจะไปเที่ยวที่ไหนดี  แถมไม่ไกลจากประเทศไทยเวียดนามเป็นอีกหนึ่งประเทศที่เราแนะนำว่าคุณไม่ควรพลาด…….

 

 

 

 

Leave a Comment