สาธารณรัฐเชค

สาธารณรัฐเชค เป็นประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล อยู่ในภูมิภาคยุโรปกลาง พรมแดนทางตอนเหนือจรดประเทศโปแลนด์ ทางตะวันตกและตะวันตกเฉียงเหนือจรดเยอรมนี ทางใต้จรดออสเตรีย และทางตะวันออกจรดสโลวาเกียรายการทัวร์จัดอยู่ในโปรแกรมทัวร์ยุโรป วันนี้เราขอพาท่านมารู้จัก สถานที่เดินเที่ยวในสาธารณรัฐเชคฯ ที่น่าเที่ยวต้องไปให้ได้ ซึ่งประเทศแห่งนี้มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน และมีความสงบเรียบร้อยจากการเมืองการปกครองมาไม่นาน และแบ่งแยกประเทศจากสโลวัค ออกมาเป็นเอกเทศ เป็นประเทศหน้าด้านยุโรปตะวันออกก็ว่าได้ ที่มีอิทธิพลใกล้ชิดกับอารยธรรมยุโรป โดยเฉพาะจักรวรรดิของออสเตรีย และเยอรมัน ที่มีดินแดนติดกัน

เช็กเกียประกอบด้วยภูมิภาคที่เก่าแก่สองส่วน คือ โบฮีเมียและมอเรเวีย และส่วนหนึ่งของภูมิภาคที่สาม เรียกว่า ไซลีเซีย ประเทศนี้ได้เข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2547 เมืองหลวงของประเทศคือ ปราก เป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ และเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศด้วย เมืองสำคัญอื่น ๆ ของประเทศ ได้แก่ เบอร์โน, ออสตราวา, เปิลเซน, ฮราเดตส์กราลอเว, เชสเกบุดเยยอวีตเซ และอูสตีนัดลาเบม

นับตั้งแต่การยุบเลิกประเทศเชโกสโลวาเกียเมื่อปลายปี พ.ศ. 2535 กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงศึกษาธิการของสาธารณรัฐเช็กได้สนับสนุนให้ใช้ชื่อประเทศแบบสั้นเป็นภาษาอังกฤษว่า “เช็กเกีย” (Czechia) แต่ก็ยังไม่เป็นที่แพร่หลายนัก จนกระทั่งในวันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 คณะรัฐมนตรีสาธารณรัฐเช็กได้มีมติเห็นชอบให้ใช้ชื่อ “เช็กเกีย” เป็นชื่อเรียกประเทศแบบสั้นอย่างเป็นทางการ

สารบัญเนื้อหา

ภูมิศาสตร์ สาธารณรัฐเชค


เช็กเกียเป็นดินแดนที่ประกอบด้วย ที่ราบสูง พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่สูงกว่าน้ำทะเล 200 เมตร นอกจากนั้นยังประกอบด้วย เนินเขา แม่น้ำรวมถึงทะเลสาบขนาดเล็ก ๆ อยู่ทั่วไป เช็กเกียเช็กเป็นแหล่งเพาะปลูกพืชหลายชนิด เพราะมีดินที่อุดมสมบูรณ์ มีอากาศแบบอบอุ่นภาคพื้นทวีป มีแร่ธาตุหลายชนิด แร่ที่สำคัญได้แก่ ถ่านหินและยูเรเนียม

สภาพอากาศ สาธารณรัฐเชค

สภาพอากาศของเช็กเกีย มีอากาศหนาวอยู่ในเขตอบอุ่น หน้าร้อนจะอบอุ่น หน้าหนาวจะหนาว (ยุโรปอยู่ระหว่าง 35 องศาเหนือ – 71 องศาเหนือ)

สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ เมืองที่น่าเที่ยว ทัวร์สาธารณรัฐเชค

กรุงปราก

ปราก (อังกฤษ: Prague) หรือ ปราฮา (เช็ก: Praha) เป็นเมืองหลวงและเมืองใหญ่ที่สุดในประเทศเช็กเกีย มีประชากรอาศัยประมาณ 1.2 ล้านคน เมื่อ ค.ศ. 1992 องค์การยูเนสโก ได้ประกาศให้ปรากเป็นมรดกโลก

มหาวิหาร St. Vitus (Katedrala sv Vita)

ทัวร์สาธารณรัฐเชค
วิหาร เซนต์ไวตัส กรุงปราก

ปราสาทแห่งกรุงปรากเป็นสถานที่แห่งหนึ่งที่มีผู้คนเข้าเยี่ยมชมมากที่สุด และเป็นจุดสำคัญที่สุดของทั้งเมือง เปรียบดั่งว่าเป็นอัญมณีที่ล้ำค่าแห่งเมืองหลวงของเช็ก ปราสาทแห่งนี้เป็นสัญลักษณ์อันเก่าแก่ของแผ่นดินเช็ก และความน่าเป็นไปได้ที่สุดคือ เจ้าชายโปริโวค (Prince Borivoj) เป็นผู้ที่ค้นพบเมื่อปี ค.ศ. 880 โดยตัวปราสาทเองเป็นเสมือนกับเมืองน้อยๆ เมืองหนึ่ง และตามที่หนังสือกินเนตส์ (Guinness Book of World Records) ได้บันทึกไว้ว่า เป็นปราสาทที่มีการเชื่อมโยงกันระหว่างส่วนประกอบต่างๆของปราสาทที่ใหญ่และซับซ้อนที่สุดในโลก ครอบคลุมพื้นที่ถึง 70,000 ตารางเมตร (437.5 ไร่) และยังคงใช้งานอยู่ในปัจจุบันนี้

ส่วนประกอบต่างๆของตัวปราสาททั้งหมดตั้งอยู่บนยอดเนินเขาและลดหลั่นลงมาจนถึงชายฝั่งด้านซ้ายของแม่น้ำวัลตารา (Vltava River) ตัวปราสาทอาจดูไม่เหมือนปราสาทแบบดั้งเดิมเป็นเพราะจากกรสร้างที่ได้กระจายออกไปตามแนวราบมากกว่าแนวตั้ง

สิ่งที่ดึงดูดและสะดุดตาสำคัญๆ ต่อนักท่องเที่ยวคือมหาวิหารเซนต์วิตัส แคทเทอร์ดรอล (St Vitus cathedral) มหาวิหารหลังนี้สร้างมาตั้งแต่สมัยศัตวรรษที่ 14 เป็นการสร้างแบบสถาปัตยกรรมโกธีก (Gothic) ที่ได้ตกแต่งประดับประดาไปด้วยหัวสัตว์ประหลาดมากมายที่ทำด้วยหินตั้งอยู่บนหลังคาและปากท่อรางน้ำฝน ส่วนภายในของมหาวิหารนักท่องเที่ยวจะได้พบกับความงามอันประณีตของสถานที่ฝังศพต่างๆ และคุณยังสามารถปีนไต่ขึ้นไปบนยอดสุดของหอระฆังได้ ซึ่งเป็นจุดที่สูงสุดของปราสาทและสามารถชมความงามของตัวเมืองทั้งหมดจากมุมสูงตรงนั้น นอกจากนั้นมหาวิหารแห่งนี้ยังมีห้องสำหรับสวดมนต์เล็กที่อยู่ด้านข้างรอบๆ และสิ่งหนึ่งที่น่าทึ่งของห้องสวดมนต์เล็กของ เซนต์ เวนเซสลาส คือกำแพงฝาผนังที่ประดับได้ด้วยพลอยและหินที่มีสีสันสดใสระรานตา
รอบๆตัวปราสาทมีจุดที่น่าสนใจอยู่หลายแห่งอย่างเช่นถนนโกลเด้น เลน (Golden Lane) ซึ่งเป็นห้องแถวร้านค้าเล็กๆตั้งอยู่เรียงราย ซึ่งครั้งหนึ่งในอดีตห้องแถวเหล่านี้เคยใช้เป็นบ้านพักของทหารยามเฝ้าพระราชวัง พระราชวังเก่ามีการสร้างหลังคาที่มีรูปทรงแหลมสูงแบบสถาปัตยกรรมโกธีกตอนปลาย หรือเรียกอีกอย่างว่าสถาปัตยกรรมโกธีกวิจิตร (late Gothic) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปราสาทที่ตั้งตระหง่านอยู่ทุกวันนี้ เช่นเดียวกันกับ มหาวิหารบาซิลลิกา ออฟ เซนต์จอร์จ (The Basilica of St George) และพิพิธภัณฑ์บ้านประวัติศาตร์แห่งเซ็ก (The Museum of Czech History Housed) ตั้งอยู่ในพระราชวังโลปโควิซ (Lobkowicz Palace) และอีกแห่งที่บริเวณใกล้เคียงกันนั้นคือ หอคอยดาลิโบรก้า (Daliborka Tower) ได้ตั้งชื่อหอคอยตามขุนนางท่านหนึ่งผู้ที่เคยถูกกักกันเป็นนักโทษในที่แห่งนั้น และหอคอยเดอะเพาว์เดอร์ (The Powder Tower) ได้เคยเป็นสถานที่นักเคมีได้ทำการทดลองพยายามที่จะเปลี่ยนเหล็กให้เป็นทองคำ

ทำเนียบของประธานาธิบดี

ประตูทางเข้าปราสาท และทำเนียบประธานาธิบดี
ประตูทางเข้าปราสาท และทำเนียบประธานาธิบดี


ปราสาทแห่งกรุงปรากเป็นยังเป็นที่ตั้งของทำเนียบประธานาธิบดีแห่งสาธารณะรัฐเช็กเช่นเดียวกัน ปราสาทแห่งนี้เป็นศูนย์กลางแห่งประวัติศาสตร์และการเมืองประเทศของเรา จะได้เห็นสองอนุสาวรีย์ซึ่งเป็นอนุสรณ์สถานการสู้รบของ ไททัน (Titans) ตั้งอยู่เหนือประตูทางเข้า คุณจะรับรู้ได้ถึงอารมณ์ความรู้สึกเมื่อเวลาที่คุณได้เดินผ่านประตูเข้าสู่ปราสาทอันซับซ้อนและใหญ่โตมโหฬารแห่งนี้ รวมไปถึงพระราชวัง, โบสถ์สามแห่ง, คอกม้าของราชสำนัก, ที่พักอาศัยของพระ และที่แน่นอนคือสวนรอบๆปราสาทได้รับการตกแต่งอย่างสวยสดงดงาม ความเป็นที่สุดและความสูงตระหง่านเหนือกรุงปรากคือความที่สง่างามอย่างยิ่งและความยิ่งใหญ่ของมหาวิหารเซนต์วิตัส (St Vitus cathedral)

การผลัดเปลี่ยนเวรยามของทหารรักษาพระองค์

การเปลี่ยนเวรทหารรักษาทำเนียบประธานธิบดี เชคฯ
การเปลี่ยนเวรทหารรักษาทำเนียบประธานธิบดี เชคฯ


พิธีการนี้กระทำที่หน้าปราสาททุกๆวันตั้งแต่เวลา 05:00 น.จนถึงเวลา 23:00 น.การผลัดเปลี่ยนเวรยามของทหารรักษาพระองค์ในตอนบ่ายจะรวมถึงพิธีการประโคมแตรเดี่ยวพร้อมด้วยพิธีเชิญธงในบริเวณลานปราสาทชั้นแรก

การเดินเที่ยวของเราคณะทัวร์

ต้องเกริ่นนำก่อนเลยว่า การเที่ยวชมกรุงปราก นั้น ทั้งวันเราจะต้องอาศัยพละกำลังขาของเราเที่ยวให้ได้อย่างเพลิดเพลิน ถึงแม้คนไทยอาจจะไม่คุ้นเคยกับการเดิน แต่หากว่าเราได้เห็นคนท้องถิ่น หรือคนยุโรปเขาเดินท่องเที่ยว ทอดน่องแล้วละก็ เราจะไม่ทำตามก็ดูเป็นกระเหรี่ยงไปอย่างสิ้นเชิงเลยที่เดียว การเดินทางได้ทั้งออกกำลังกาย และได้เจาะลึกเข้าถึง ซอกแซก มุมภาพ ที่สายตาเราสามรถสัมผัสความสวยงามของสถานที่ได้เต็มที่

คณะทัวร์โดยส่วนใหญ่จะเริ่มต้นลงรถบัส ที่ได้รับอนุญาตให้เข้าถึงได้ใกล้สุด ของบริเวณด้านหลังปราสาทกรุงปราก ด้านบน นั่นแหละครับ แล้วเราจะเดินเที่ยวกันทั้งวัน พร้อมกับมัคคุเทศก์ท้องถิ่น ที่มาบรรยายข้อมูล และคอยดูแลควบคุม คณะทัวร์ให้อยู่ในความเรียบร้อย และไม่หลงไปนอกเส้นทาง เพราะเราจะเจอกับผู้คนมหาศาลมากมายในการเที่ยวชม หลังจากลงรถกันแล้วเราก็จะเดินเข้าประตูทางเข้า ด้านหลัง ที่มีรถยนต์เจ้าหน้าที่ฯดูแลเข้าออกได้ และมียามรักษาการยืนดูแลประตูเข้าออกเข้มงวด บรรดานักท่องเที่ยวก็มักจะไปขอถ่ายรูปกัน จากนั้นเราก็เดินทางเข้าบริเวณเขตพระราชฐาน และออกไปด้านซ้ายมือเราจะพบกับประตูทางออกของที่พักของประธานาธิบดี ซึ่งมีทหารรักษาพระองค์ยืนและผลัดเวรยามกันเป็นระยะ  บริเวณนี้ก็จะมีพื้นที่ลานกว้างขวาง มีถนน ลาดยาว และเนินมุมสูงมองลงไปเห็นเมืองเก่า และสะพานข้ามแม่น้ำได้สวยงาม

จากนั้นเราก็เดินกลับย้อนเข้ามาทางเดิม เพื่อเข้าเยี่ยมชม วิหารเซนต์วิตุส  ที่ยอดหลังคาสูงเสียดฟ้า ต้องแหงนดูกันเลยละ ตอนเดินเข้าสู่โซนของวิหาร มีนักท่องเที่ยวต่อแถวเข้าคิวกันเป็นจำนวนยาวที่เดียว หากไม่ใช่เทศกาลแถวก็ไม่ยาวนัก เมือเข้าไปด้านในท่านจะเห็นความสวยงามอลังการณ์ของผนังของตัววิหารที่ประดับประดาไปด้วยภาพเขียนสีเรื่องราวประวัติศาสตร์ และหน้าต่างกระจกสีต่างๆ ที่ยามแสงส่องผ่านเข้ามาจากด้านนอก ให้อารมย์ความงามไม่น้อย จากนั้นเราเดินต่อไปยังตัวพระราชวังเก่า ที่เก็บซากปรักหักพังไว้ชมเป็นพิพิธภัณฑ์  และออกไปยังทิศใต้ ที่ทางออกเป็นหมู่บ้านทำทอง ที่อนุรักษ์เอาไว้ ปัจจุบันเป็นร้านค้าขายของที่ระลึก เสร็จจากตรงนี้ก็เป็นอันว่าเราจเดินออกมาตามทางเดินประตูทางออกจะเห็นเนินเขา และบันได้ทางลงเพื่อเดินทางไปยังสะพานชาร์ล ที่เห็นอยู่ด้านล่าง

สะพานชาร์ลส กรุงปราก

คณะเดินทางต่อเนื่องมายังสะพานชาร์ล ก่อนขึ้นสะพานแวะทานกาแฟ และซื้อขนมพื้นเมืองกินกันก่อน จากนั้นขึ้นสะพานเก็บภาพกับความงามของแม่น้ำ พร้อมกับชมบรรยากาศ แวะดูจิตกรวาดภาพ ศิลปินนักดนตรีเปิดหมวก บรรเลงเพลงแบบโรแมนติก อ้อ!! อย่าลืมแวะถ่ายรูปมุมนึง เป็นอนุสาวรีย์รูปปั้นของ “เนปมุก” แล้วค่อยเอาประวัติมาเล่าที่

เซนต์ เนโปมุก

หลังนะ เดินๆๆๆๆๆ ต่อไป ข้ามสะพาน แล้วเดินต่ออีกซํก 500-600 เมตร เราก็มาถึงบริเวณหอนาฬิกาดาราศาสตร์ ประจำเมืองเก่า จะเห็นผู้คนมาแหงนขอ คอยอะไรสักอย่าง บริเวณนี้ หย่อนก้นกันก่อน กับร้านคาเฟ่ ร้านการแฟ starbruck หรือแวะดูของที่ระลึก เครื่องแก้วเจียรไนโบฮีเมีย ได้ ณ บัดนี้

2af470473485385568d7606f3023054b

ได้เวลาเราก็จะรับประทานอาหารกลางวันกัน ในภัตตาคารใกล้ๆ นี้แหละครับ ในช่วงบ่ายเราสามารถเดินเที่ยวในเขตเมืองเก่านี้ มีหลายแห่งที่น่าสนใจ อาทิเช่น โบสถ์ทีน จตุรัสเซนต์วิลาส ห้างศูนย์การค้าที่ใหญ่ที่สุดในปราก คือห้าง palladium สูง 4-5 ชั้น เดินช้อปปิงค์กันได้ทั้งสินค้า local และ brand name

การเที่ยวชมปราสาทกรุงปราก

การเที่ยวชมมีอยู่ด้วยกันสองรูปแบบ คือการเที่ยวชมแบบใช้เวลาระยะยาวที่จะรวมไปถึงการเที่ยวชมพระราชวังเก่า การแสดงนิทรรศการที่มีชื่อเรียกว่า “ประวัติศาสตร์เรื่องราวของปราสาทแห่งกรุงปราก”มหาวิหาร เซนต์จอร์จบาซิลลิกา (The St George’s Basilica) สำนักแม่ชีแห่งมหาวิหาร เซนต์จอร์จ, ห้องแสดงผลงานภาพถ่ายแห่งชาติ, ห้องแสดงผลงานภาพถ่ายของปราสาทกรุงปรากและถนนโกลเด้นเลน (Golden Lane) กับ หอคอยดาลิโบรก้า (Daliborka Tower) ในการเที่ยวชมทั้งหมดจะได้นำพาโดยไกด์ทัวร์มืออาชีพและคุณจะได้ยินการอธิบายสถานที่และความเป็นมา เป็นภาษาอังกฤษ, ภาษาเยอรมัน, ภาษาฝรั่งเศส, ภาษาสเปน, ภาษาอิตาลี, และภาษารัสเซีย
https://www.youtube.com/embed/14qN8GKw7VQ

เมืองคาโลวี วารี Karlovy Vary

เป็นเมืองสปาในภูมิภาค Karlovy Vary ของสาธารณรัฐเช็ก มีประชากรประมาณ 48,000 คน ตั้งอยู่บนจุดบรรจบของแม่น้ำOhřeและTepláห่างจากกรุงปรากไปทางตะวันตกประมาณ 130 กม. ได้รับการตั้งชื่อตาม Charles IV จักรพรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์และกษัตริย์แห่งโบฮีเมียผู้ก่อตั้งเมืองในปี 1370 เป็นที่ตั้งของน้ำพุร้อนจำนวนมาก (น้ำพุหลัก 13 แห่งน้ำพุขนาดเล็กประมาณ 300 แห่งและแม่น้ำTepláน้ำอุ่น) และเป็นเมืองสปาที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดในสาธารณรัฐเช็ก จนกระทั่งในปีพ. ศ. 2488 เมื่อชาวเมืองที่พูดภาษาเยอรมันถูกขับออกไปเมืองนี้ก็มีคนพูดภาษาเยอรมันอย่างท่วมท้น

คาร์โลวี วารี

ประวัติศาสตร์ของ เมืองคาโลวี วารี

พบการตั้งถิ่นฐานที่มีป้อมปราการในยุคสำริดโบราณตอนปลายใน Drahovice การตั้งถิ่นฐานของชาวสลาฟบนพื้นที่ Karlovy Vary ได้รับการบันทึกโดยการค้นพบในTašoviceและ Sedlec ผู้คนอาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับสถานที่ดังกล่าวย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 13 และพวกเขาต้องตระหนักถึงผลการรักษาของบ่อน้ำพุร้อน [3] ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 12 ถึงต้นศตวรรษที่ 13 ผู้ตั้งถิ่นฐานชาวเยอรมันจากภูมิภาคที่พูดภาษาเยอรมันใกล้เคียงได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานช่างฝีมือและคนงานเหมืองเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของภูมิภาคนี้ ในที่สุด Karlovy Vary

ประมาณปีค. ศ. 1350 Charles IV ได้จัดให้มีการสำรวจป่ารอบ ๆ Karlovy Vary ในยุคปัจจุบันระหว่างการเข้าพักใน Loket ในสถานที่ตั้งของฤดูใบไม้ผลิเขาก่อตั้งสปาที่กล่าวถึงใน dem warmen Bade bey dem Elbogen ในภาษาเยอรมัน (สปาร้อนที่ข้อศอก) หรือHorkéLázně u Lokte ต่อมาสถานที่ตั้งนี้ได้รับการตั้งชื่อว่า “Karlovy Vary” ตามจักรพรรดิผู้ซึ่งยกย่องพลังในการบำบัดของน้ำพุร้อนอย่างน้อยตามตำนาน Charles IV ได้รับสิทธิพิเศษของเมืองเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 1370 การตั้งถิ่นฐานก่อนหน้านี้สามารถพบได้ในเขตชานเมืองของเมืองในปัจจุบัน [ต้องการอ้างอิง] เหตุการณ์ทางการเมืองที่สำคัญเกิดขึ้นในเมืองในปี 1819 โดยมีการออกพระราชกฤษฎีกาคาร์ลสแบดหลังจากการประชุม ที่นั่น ได้รับการริเริ่มโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของออสเตรีย Klemens von Metternich พระราชกฤษฎีกามีจุดมุ่งหมายเพื่อใช้การเซ็นเซอร์ต่อต้านเสรีนิยมภายในสมาพันธ์เยอรมัน

เนื่องจากสิ่งพิมพ์ที่ผลิตโดยแพทย์เช่น David Becher และ Josef von Löschnerเมืองนี้ได้พัฒนาเป็นสปารีสอร์ทที่มีชื่อเสียงในศตวรรษที่ 19 และได้รับการเยี่ยมชมจากสมาชิกของชนชั้นสูงในยุโรปและคนดังจากหลายสาขา ได้รับความนิยมมากยิ่งขึ้นหลังจากสร้างทางรถไฟจากปรากไปยังเชบในปี 1870 จำนวนผู้เยี่ยมชมเพิ่มขึ้นจาก 134 ครอบครัวในฤดูกาล 1756 เป็น 26,000 คนต่อปีในตอนท้ายของศตวรรษที่ 19 ในปีพ. ศ. 2454 ตัวเลขดังกล่าวมีจำนวนถึง 71,000 คน แต่การระบาดของสงครามโลกครั้งที่ 1 ในปี พ.ศ. 2457 ทำให้การท่องเที่ยวที่เมืองนี้ต้องพึ่งพาอาศัยกันอย่างมาก

เมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 1 ในปี พ.ศ. 2461 ชาวโบฮีเมียที่พูดภาษาเยอรมันจำนวนมากได้ถูกรวมเข้ากับประเทศเชโกสโลวะเกียใหม่ตามสนธิสัญญาแซงต์แชร์กแมง – ออง – เล (พ.ศ. 2462) เป็นผลให้คาร์โลวีวารีส่วนใหญ่ที่พูดภาษาเยอรมันประท้วง การเดินขบวนเมื่อวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2462 ผ่านไปอย่างสงบ แต่ต่อมาในเดือนนั้นผู้ประท้วงหกคนถูกสังหารโดยกองกำลังชาวเช็กหลังจากการเดินขบวนกลายเป็นเรื่องไม่เป็นท่า จากการสำรวจสำมะโนประชากรในปี พ.ศ. 2473 เมืองนี้เป็นที่อยู่อาศัยของผู้อยู่อาศัย 23,901 คนโดยมีเชื้อชาติเยอรมัน 20,856 คนชาวเชโกสโลวัก 1,446 คน (เช็กหรือสโลวัก) เชื้อชาติยิว 243 คนชาติพันธุ์ฮังการี 19 คนและชาติพันธุ์โปแลนด์ 12 คน

ในปีพ. ศ. 2481 พื้นที่ส่วนใหญ่ที่พูดภาษาเยอรมันของเชโกสโลวะเกียหรือที่เรียกว่า Sudetenland ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของนาซีเยอรมนีตามเงื่อนไขของข้อตกลงมิวนิก หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ตามข้อตกลงพอทสดัมผู้คนส่วนใหญ่ในเมืองนี้ถูกกวาดต้อนไปเพราะเชื้อชาติเยอรมัน ตามพระราชกฤษฎีกาBenešทรัพย์สินของพวกเขาถูกยึดโดยไม่มีค่าตอบแทน [ต้องการอ้างอิง] ตั้งแต่สิ้นสุดการปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์ในเชโกสโลวะเกียในปี 1989 และการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในปี 1991 การปรากฏตัวของธุรกิจรัสเซียใน Karlovy Vary เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การเดินทางในเมืองคาโลวี วารี

รถประจำทางท้องถิ่น (Dopravní podnik Karlovy Vary) และรถเคเบิลจะพาผู้โดยสารไปยังพื้นที่ส่วนใหญ่ของเมือง กระเช้าไฟฟ้าอิมพีเรียลเป็นรถกระเช้าไฟฟ้าแบบอุโมงค์ที่เก่าแก่ที่สุดในยุโรปและชันที่สุดในสาธารณรัฐเช็กรถกระเช้าไฟฟ้าไดอาน่าเป็นช่วงเวลาของการให้บริการรถกระเช้าไฟฟ้าที่ยาวที่สุดในออสเตรีย – ฮังการี

สามารถเข้าถึงเมืองนี้ได้โดยใช้มอเตอร์เวย์ D6 และตัวเลือกการขนส่งสาธารณะระหว่างเมือง ได้แก่ รถประจำทางระหว่างเมืองรถไฟเช็กและ Deutsche Bahn ผ่านทางรถไฟ Karlovy Vary – Johanngeorgenstadt สนามบิน Karlovy Vary เป็นสนามบินนานาชาติที่อยู่ห่างจากตัวเมืองไปทางตะวันออกเฉียงใต้ 4.5 กิโลเมตร (2.8 ไมล์) ที่หมู่บ้านOlšová Vrata ที่อยู่ใกล้เคียง ในฤดูหนาวปี 2020 สนามบินจะให้บริการโดยเที่ยวบินที่กำหนดไปยังมอสโกเท่านั้น

งานประเพณี

ในศตวรรษที่ 19 Karlovy Vary กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมโดยเฉพาะคนดังระดับนานาชาติที่มาเยี่ยมชมเพื่อทำสปา เมืองนี้มีชื่อเสียงในเรื่องเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติคาร์โลวีวารีซึ่งเป็นหนึ่งในงานที่เก่าแก่ที่สุดในโลกและเป็นหนึ่งในงานภาพยนตร์ที่สำคัญของยุโรป เมืองนี้ถูกใช้เป็นสถานที่สำหรับการถ่ายทำภาพยนตร์หลายเรื่องรวมถึงภาพยนตร์เรื่อง Last Holiday ในปี 2006 และภาพยนตร์ยอดฮิตในบ็อกซ์ออฟฟิศ Casino Royale ซึ่งทั้งสองเรื่องใช้โรงแรม Grand Hotel Pupp ของเมืองในรูปแบบที่แตกต่างกัน ยิ่งไปกว่านั้น Palace Bristol Hotel ใน Karlovy Vary ยังถูกใช้เป็นต้นแบบสำหรับภาพยนตร์ The Grand Budapest Hotel

สถานที่ท่องเที่ยว

มิลล์โคลอนเนด

ดื่มน้ำแร่รักษาโรค สนุกสนานกับการแสดงวงดนตรีออร์เคสตรา และชื่นชมโครงสร้างสถาปัตยกรรมของสิ่งก่อสร้างอันสวยงามแห่งนี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่ที่สำคัญที่สุดของเมืองคาร์โลวี วารี

นับตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ผู้คนได้เดินทางไกลมาจากทั่วทุกสารทิศ เพื่อลิ้มลองน้ำแร่ที่เชื่อกันว่ามีสรรพคุณรักษาโรคของมิลล์โคลอนเนด อาคารที่มีแนวเสาในรูปแบบสถาปัตยกรรมฟื้นฟูเรอแนซ็องส์อันสวยงามแห่งนี้เป็นแหล่งรวมน้ำพุร้อน 6 แห่ง และเป็นอาคารแนวเสาระเบียงที่ใหญ่ที่สุดในเมืองคาร์โลวี วารี ลิ้มชิมน้ำจากน้ำพุ ชื่นชมโครงสร้างสถาปัตยกรรมอันงดงามของอาคารแนวเสาระเบียง และชมการแสดงคอนเสิร์ตบนเวทีออร์เคสตรา

มิลล์โคลอนเนดก่อสร้างขึ้นในช่วงระหว่างปี 1871 ถึงปี 1881 และได้รับออกแบบโดยสถาปนิก Josef Zitek ผู้ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบในการออกแบบโรงละครแห่งชาติของกรุงปรากด้วย โครงสร้างอาคารยาวแห่งนี้มีความยาว 132 เมตร และกว้าง 13 เมตร เช่นเดียวกับอาคารแนวเสาระเบียงแห่งอื่นๆ ของเมืองคาร์โลวี วารี ที่นี่ได้รับออกแบบมาเพื่อเป็นสถานที่สำหรับผู้ป่วยที่มารับการดูแลสุขภาพเพื่อผ่อนคลายในขณะรับการบำบัดรักษา น้ำพุ 5 แห่งไหลระหว่างเสาแบบคอรินเทียนทั้ง 124 ต้นของอาคารแนวเสาระเบียงนี้ ส่วนน้ำพุแห่งที่หกไหลออกมาที่ด้านหน้าอาคาร ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับเวทีออร์เคสตรา

123123 Mill Colonnade
เครดิตรูปภาพ https://www.expedia.co.th/

แหงนมองรูปปั้น 12 รูปที่ประดับตกแต่งหน้าจั่วใต้หลังคา รูปปั้นแกะสลักหินทรายแต่ละรูปแสดงถึงแต่ละเดือนของปี เดินผ่านระเบียงยาวของอาคารเพื่อดูบริเวณที่น้ำแร่ไหลซึมออกมา

อุณหภูมิของน้ำอยู่ที่ระหว่าง 53 ถึง 65 องศาเซลเซียส หยิบถ้วยน้ำดื่มกระเบื้องเคลือบจากโต๊ะที่ตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงหากคุณรู้สึกอยากลองชิมน้ำ ลองดื่มน้ำของน้ำพุ Mill Spring ซึ่งใช้ในการรักษาสุขภาพมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 16 แหล่งน้ำอื่นๆ ประกอบด้วย น้ำพุ Rock Spring ซึ่งอยู่ที่นี่มาตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 19 และน้ำพุ Libuše Spring ซึ่งเกิดจากการรวมกันของน้ำพุขนาดเล็ก 4 แห่ง

ดูประติมากรรมหินนูนที่แฝงความหมายซึ่งตั้งอยู่ข้างเวทีออร์เคสตรา ประติมากรรมเหล่านี้สะท้อนภาพเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ของเมือง ในบางครั้ง มีการจัดแสดงคอนเสิร์ตฟรีที่นี่ในช่วงที่อากาศอบอุ่นด้วย

มิลล์โคลอนเนดตั้งอยู่ที่ใจกลางเขตสปาของเมืองซึ่งอยู่ริมแม่น้ำ Tepla อาคารแนวเสาระเบียงนี้เปิดบริการตลอดและไม่เสียค่าเข้าชม สามารถมาถึงที่นี่ได้โดยเดินมาจากใจกลางเมืองหรือนั่งรถประจำทางจากป้าย Trznice (ตลาด)

Hot Spring Colonnade
123222 Hot Spring Colonnade
เครดิตรูปภาพ https://www.expedia.co.th/

เป็นอาคารที่ถูกสร้างขึ้นจากเทศบาลเมือง ด้านในมีน้ำพุธรรมชาติ ที่ได้รับการสร้างไว้รองรับ ให้สาธารณชนได้เข้ามาสัมผัสบรรยากาศ และน้ำพุสามารถดื่มเพื่อรักษาสุขภาพได้ น้ำพุแต่จุดจะมีการบอกอุณหภูมิไว้ ซึ่งแตกต่างกัน เที่ยวชมโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ

มาร์เกตโคโลเนต
123245 Market Colonnade

เซสกี ครุมลอฟ

เชสกีกรุมลอฟ (เช็ก: Český Krumlov) เป็นเมืองขนาดเล็กในภูมิภาคโบฮีเมียใต้ของประเทศเช็กเกีย มีชื่อเสียงจากสถาปัตยกรรมและศิลปะของเขตเมืองเก่าและปราสาทกรุมลอฟ ซึ่งเขตเมืองเก่านี้ได้รับการขึ้นทะเบียนจากยูเนสโกให้เป็นมรดกโลก

เมืองเชสกี้ครุมลอฟ สาธารณรัฐเชค
เมืองเชสกี้ครุมลอฟ สาธารณรัฐเชค

ชื่อเมืองเชสกีกรุมลอฟ (“กรุมลอฟโบฮีเมีย”) นี้ตั้งขึ้นเพื่อแยกความแตกต่างจากเมืองมอรัฟสกีกรุมลอฟ (Moravský Krumlov, “กรุมลอฟมอเรเวีย”) ที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ

สถานที่สำคัญ


ปราสาทกรุมลอฟเป็นปราสาทที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองในเช็กเกีย โดยเป็นรองจากปราสาทฮรัดชานี (Hradčany) ที่กรุงปราก ซึ่งปราสาทจัดว่ามีขนาดใหญ่มากเมื่อเทียบกับตัวเมืองที่มีพื้นที่น้อย

ปราสาทครุมลอฟ

โบสถ์เซนต์วิตัสเป็นโบสถ์แบบกอทิกที่สร้างขึ้นตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 15 ภายในประดับด้วยภาพปูนเปียกที่วาดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่สร้างโบสถ์

โบสถ์เซนต์วิตัส เมืองเชสกี้ครุมลอฟ
โบสถ์เซนต์วิตัส เมืองเชสกี้ครุมลอฟ

เชสกีกรุมลอฟตั้งอยู่ใกล้กับอุทยานแห่งชาติชูมาวา (Šumava) ซึ่งเป็นอุทยานแห่งชาติที่ใหญ่ที่สุดในเช็กเกีย มีทิวเขาชุมมาว่าทอดตัวตามแนวเขตแดนที่ติดกับออสเตรียและเยอรมนี

วัฒนธรรม

เชสกีกรุมลอฟเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมที่สำคัญ โดยเป็นสถานที่จัดเทศกาลและงานรื่นเริงต่าง ๆ มากมายในแต่ละปี ที่รู้จักกันมากที่สุดคือ เทศกาลกุหลาบห้ากลีบ (Five-petalled Rose Festival) ซึ่งจะเฉลิมฉลองในวันสุดสัปดาห์ในเดือนมิถุนายน ในเขตใจกลางเมืองจะปิดการจราจรและประดับตกแต่งเหมือนเมืองในยุคกลาง พร้อมทั้งช่างฝีมือ ศิลปิน นักดนตรี และชาวเมืองที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าแบบยุคกลาง ในเทศกาลมีกิจกรรมมากมาย เช่น การประลองบนหลังม้า ฟันดาบ เต้นรำพื้นเมือง และแสดงละคร กิจกรรมเหล่านี้จัดขึ้นที่ปราสาท สวนสาธารณะ ริมฝั่งแม่น้ำ และสถานที่อื่น ๆ นอกจากนี้ยังมีการแสดงดอกไม้ไฟที่จัดขึ้นเหนือปราสาท

ทัวร์สาธารณรัฐเชค ต้องแลกเงินสกุลเงินของ เช็กฯ

สกุลเงินของสาธารณรัฐเชค
สกุลเงิน ของ สาธารณรัฐเช็ก

เช็กฯนั้นทะยอยใช้เงินสกุลยูโร ให้ได้ทั้งประเทศ แต่ยังคงต้องทะยอยปรับเปลี่ยน ดังนั้นการไปเที่ยวที่นี่จำเป็นต้องแลกเงินสกุลดั้งเดิมของ เช็ก ไว้ใช้จ่ายตามร้านค้า ภัตตาคาร โรงแรม ทั่วไป นะครับ แต่เงินยูโร ก็ใช้ได้อยู่นะและต้องแลกเปลี่ยนในอัตราธนาคาร ครับ

ปลั๊กไฟฟ้า adapter สำหรับไปเที่ยว ทัวร์สาธารณรัฐเชค

ทัวร์สาธารณรัฐเชค ปลั๊กไฟฟ้า ที่จำเป็นในการเดินทาง

อัพเดทโปรแกรม ทัวร์สาธารณรัฐเชค ล่าสุด

loading menu left

Leave a Comment