เที่ยวเมืองผู้ดี part 2.

 

capture-20150929-140256

 

 

พบกันอีกแล้วสำหรับเรื่องที่2 ซึ่งต่อจากเรื่องก่อนหน้านี้ เรื่องนี้จะเน้นเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวของประเทศ อังกฤษ ที่เมื่อคุณไปเยือนแล้วบอกเลยว่า คุณไม่ควรพลาด  ถ้าพูดถึงประเทศอังกฤษคุณคิดถึงอะไร ?? บ้างคนอาจคิดถึงรถบัสสีแดงคันใหญ่ๆ 2 ชั้น หรือ หอนาฬิกาบิ๊ก้เบนที่ตั้งโดดเด่นอยู่ วันนี้รับรองคะคุณจะได้พบกับสิ่งที่เราได้พูดก่อนหน้านี้ งั้นเราไปกันเลยดีกว่าคะ……… 🙂  🙂 

 

ข้อมูลครบแล้ว ก็พร้อมออกเดินทางเที่ยวกันแล้ว…. 🙂  😀  😉  ➡

ถ้าเที่ยวอังกฤษไม่ได้มาที่นี้ถือว่า มาไม่ถึง นั้นก็คือ หอนาฬิกาบิ๊กเบนเพราะถือได้ว่าเป็นแลนด์มาร์คของที่นี้กันเลย…

หอนาฬิกาบิ๊กเบน ( Bigben )

Bigben -131603

หอนาฬิกาพระราชวังเวสต์มินสเตอร์ (Clock Tower, Palace of Westminster) หรือรู้จักดีในชื่อ บิ๊กเบน ( Bigben ) เป็นหอนาฬิกาประจำพระราชวังเวสต์มินสเตอร์ ซึ่งในปัจจุบันใช้เป็นรัฐสภาอังกฤษตั้งอยู่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือของพระราชวัง หอนาฬิกานี้ถูกสร้างหลังจากไฟไหม้พระราชวังเวสต์มินสเตอร์เดิม เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2377 โดยชาลส์ แบร์รี เป็นผู้ออกแบบ หอนาฬิกาบิ๊กเบนมีความสูง 96.3 เมตร โดยที่ตัวนาฬิกาอยู่สูงจากพื้น 55 เมตร ตัวอาคารสร้างด้วย สถาปัตยกรรมสมัยสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย (victorian gothic)
หลายคนเข้าใจว่าบิ๊กเบนเป็นชื่อของหอนาฬิกาประจำรัฐสภาอังกฤษ แต่ความจริงแล้ว บ๊กเบนเป็นชื่อเล่นของระฆังใบใหญ่ที่สุด ซึ่งหนักถึง 13,760 กิโลกรัม ที่แขวนไว้บริเวณช่องลมเหนือหน้าปัดนาฬิกา ทั้งนี้มีระฆังรวมทั้งสิ้น 5 ใบ โดย 4 ใบจะถูกตีเป็นทำนอง ส่วนบิ๊กเบนจะถูกตีบอกชั่วโมงตามตัวเลขที่เข็มสั้นชี้บนหน้าปัดนาฬิกา แต่คนส่วนใหญ่กลับใช้ชื่อบ๊กเบนเรียกตัวหอนาฬิกา งั้นแปลว่าเราเข้าใจผิดมาตลอด นี้ก็เป็นเรื่องเล็กๆน้อยที่เราไม่เคยรู้เกี่ยวกับประวัติของสถานที่ท่องเที่ยว ที่นี้คงถึงบางอ้อกันแล้วนะคะ…..

บางทีมักเรียกหอนาฬิกานี้ว่า หอเซนต์สตีเฟน (St. Stephen’s Tower) หรือหอแห่งบิ๊กเบน (Tower of Big Ben) ซึ่งที่จริงแล้วชื่อหอเซนต์สตีเฟนคือ ชื่อของหอในพระราชวังอีกหอหนึ่ง ซึ่งใช้เป็นทางเข้าไปอภิปรายในสภา ปัจจุบันภายในหอนาฬิกาไม่เปิดให้สาธารณชนเข้าชม เว้นแต่สำหรับผู้ที่อาศัยใน ประเทศอังกฤษ จะต้องทำbig ben-132350เรื่องขอเข้าชมผ่านสมาชิกรัฐสภาอังกฤษประจำท้องถิ่นของตน ถ้าเป็นเด็กต้องมีอายุเกิน 11 ปี จึงจะเข้าชมหอได้ สำหรับชาวต่างประเทศนั้นยังไม่อนุญาตให้ขึ้นไป
หอนาฬิกาพระราชวังเวสต์มินสเตอร์ มีความสูงทั้งหมด 96.3 เมตร โดยในช่วง 61 เมตรแรก เป็นอาคารก่อด้วยอิฐ บุด้วยหิน ส่วนที่สูงจากนั้นเป็น ยอดแหลมทำด้วยเหล็กหล่อ ตัวหอตั้งอยู่บนฐานกว้าง 15 เมตร ยาว 15 เมตร หนา 3 เมตร อยู่ใต้ดินลึก 7 เมตร ตัวหอทั้งหมดหนักโดยประมาณ 8,667 ตัน หน้าปัดนาฬิกาทั้งสี่ด้านอยู่สูงจากพื้น 55 เมตร เนื่องจากสภาพดินในขณะที่มีการก่อสร้างหอ ทำให้ตัวหอค่อนข้างเอนไปทางทิศตะวัหน้าปัดนาฬิกาถูกออกแบบโดยออกุสตุส ปูจิน (Augustus Pugin) ตัวหน้าปัดทำด้วยโครงเหล็กกว้างและยาว 7 เมตร ประดับด้วยกระจก 576 ชิ้น เข็มสั้นมีความยาว 2.7 เมตร เข็มยาวมีความยาว 4.3 เมตร รอบ ๆ หน้าปัดประดับด้วยลายทองอย่างวิจิตร ใต้หน้าปัดสลักดุนเป็นข้อความภาษาละตินว่า DOMINESALVAM FAC REGINAM NOSTRAM VICTORIAM PRIMAM ซึ่งแปลว่า “โอ้ พระเจ้าข้า จงประทานความปลอดภัยให้พระนางวิกตอเรีย ด้วยเถิด
นาฬิกาเริ่มเดินครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2402 ต่อมาในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพเยอรมันได้ทิ้งระเบิดทำลายรัฐสภาอังกฤษ และทำความเสียหายให้กับหน้าปัดด้านทิศตะวันตกเป็นอย่างมาก
ที่หอนาฬิกามีการตีระฆังเล็กทุก ๆ 15 นาที เป็นทำนองระฆังแบบเวสต์มินสเตอร์ และจะตีด้วยทำนองที่ต่างกันเล็กน้อยทุก 15 นาที เมื่อครบหนึ่งชั่วโมงจะมีการตีระฆังเล็ก ตามด้วยเสียงของบิกเบนตามจำนวนเลขที่เข็มสั้นชี้ เมื่อได้ฟังแล้วก็จะเป็นที่จับใจยิ่งนัก จนกระทั่งเสียงนี้เป็นที่นิยม ทั้งนาฬิกาตั้งในบ้านและหอนาฬิกา เสียงของระฆังในหอนาฬิกาถูกนำออกอากาศทุกวัน ผ่านทางสถานีวิทยุบีบีซีช่อง 4 ก่อนข่าวภาคค่ำ (เวลา 18 นาฬิกา) และข่าวเที่ยงคืนตามเวลาท้องถิ่นประเทศอังกฤษ
สำหรับเสียงของระฆัง (เฉพาะเสียง ตีบอกเวลา 12:00 น. และ 24:00 น.) ถ้าใครอยากฟังเสียงก็ลองไปนั่งรอเวลาตามนี้ได้เลยนะคะ

พระราชวังเวสต์มินสเตอร์ หรือ ตึกรัฐสภาเวสต์มินสเตอร์ ( หรือ Houses of Parliament หรือ Westminster Palace)

capture-20150929-113628

พระราชวังเวสต์มินสเตอร์ หรือ ตึกรัฐสภาเวสต์มินสเตอร์ (Palace of Westminster หรือ Houses of Parliament หรือ Westminster Palace) เป็นสถานที่ที่สภาสองสภาของรัฐสภาแห่งสหราชอาณาจักร (สภาขุนนาง และสภาสามัญชน ) ประชุม พระราชวังตั้งอยู่บนฝั่งเหนือของแม่น้ำเทมส์ในนครเวสต์มินสเตอร์ของลอนดอนบะระห์ไม่ไกลจากพระราชวังไวท์ฮอลล์
พระราชวังเวสต์มินสเตอร์ สร้างในปี ค.ศ. 1016 มีห้องทั้งหมดด้วยกันประมาณ 1,100 ห้อง, 100 บันได และ ระเบียงยาวรวมทั้งหมดประมาณ 4.8 กิโลเมตร ตัวสิ่งก่อสร้างส่วนใหญ่สร้างในคริสต์ศตวรรษที่ 19 แต่ก็ยังมีส่วนก่อสร้างเดิมเหลืออยู่บ้างเล็กน้อยรวมทั้งท้องพระโรงที่ในปัจจุบันใช้ในPalace of Westminster -134036งานสำคัญๆ เช่นการตั้งศพของบุคคลสำคัญก่อนที่จะนำไปฝัง และหออัญมณี (Jewel Tower)
การบริหารพระราชวังแต่เดิมเป็นหน้าที่ของผู้แทนพระองค์ Lord Great Chamberlain แต่ในปี ค.ศ. 1965 เปลี่ยนมือไปเป็นของรัฐสภานอกจากห้องพิธีบางห้องที่ยังคงอยู่ภายใต้การบริหารของผู้แทนพระองค์
หลังจากเกิดเพลิงใหม้ในปี ค.ศ. 1834 ตึกรัฐสภาปัจจุบันก็ได้รับการสร้างใหม่โดยใช้เวลาสร้าง 30 ปี โดยมีเซอร์ ชาร์ลส์ บาร์รีย์ (Charles Barry) และผู้ช่วยออกัสตัส พิวจินเป็นสถาปนิก การออกแบบรวมท้องพระโรงเวสต์มินสเตอร์และชาเปลเซนต์สตีเฟน (St Stephen’s Chapel) ที่ยังเหลือและ ได้รับเลือกให้เป็นมรดกโลกใน ปี ค.ศ. 1987

ชิงช้าสวรรค์ลอนดอนอาย ( London Eye )

capture-20150929-112856

ลอนดอนอาย (London Eye) ที่รู้จักในชื่อ มิลเลเนียมวีล (Millennium Wheel) เป็นชิงช้าสวรรค์ที่สูงที่สุดในทวีปยุโรป มีความสูง 135 เมตร(443 ฟุต) ละกลายมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมและเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวได้อย่างมากในสหราชอาณาจักร มีผู้มาเยือนมากกว่า 3 ล้านคนต่อปี ส่วนบัตรข้าชมสำหรับผู้ใหญ่อยู่ที่ 15 ปอนด์ต่อคนซึ่ง ในอดีตเคยเป็นชิงช้าสวรรค์ก่อสร้างที่สูงที่สุดในโลก ก่อนจะถูกชิงตำแหน่งไป จากชิงช้าสวรรค์ เดอะ สตาร์ อฟ นานชาง ในcapture-20150929-134535ประเทศจีน (160 เมตร) ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2006 ต่อมาภายหลังตำแหน่งตกเป็นของ สิงคโปร์ฟลายเออร์ ในประเทศสิงคโปร์ (165 เมตร) นวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2008 อย่างไรก็ตาม ลอนดอน อาย ก็ยังคงได้รับตำแหน่งจากการให้บริการว่า″ชิงช้าสวรรค์ที่ก่อสร้างด้วยโครงเหล็กค้ำข้างเดียวที่สูงที่สุดในโลก” (เพราะการโครงสร้างทั้งหมดใช้โครงค้ำเหล็กรูปตัว A ในการให้บริการโดยใช้โครงค้ำเพียงแค่ด้านเดียวเท่านั้นไม่เหมือนชิงช้าสวรรค์อื่นๆ ทั่วไปที่มีโครงค้ำสองข้าง) ลอนดอน อาย ตั้งอยู่ ณ ที่ฝั่งสุดด้านตะวันตกของสวนจูบิลี่ บนริมฝั่งทางใต้ของแม่น้ำเทมส์ ในกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ตั้งอยู่ระหว่างสะพานเวสต์มินสเตอร์กับสะพานฮันเกอร์ฟอร์ด โดยสถานที่แห่งนี้เคยเป็นที่ตั้งของโดมแห่งการค้นพบ ที่เคยสร้างขึ้นเพื่อใช้ในงานนิทรรศการเฟสติวัล ออฟ บริเตนในปี ค.ศ. 1951 ออกแบบและสร้างสรรค์โดย David Marks and Julia Barfield ด้วยการสนับสนุนโดยสายการบิน British Airways กระทั่งถึงเดือนมีนาคมปี 2000 london eye ที่ใครต่อใครในปีนั้น ไม่ค่อยเห็นด้วยที่จะให้ตั้งโชว์ริมฝั่งแม่น้ำเทมส์ (ส่วนหนึ่งด้วยการบังทัศนวิสัยหรือรกทัศนียภาพ) นั้น ค่อยๆฝ่าทัศนคติรุนแรงและกลายเป็นของเล่นทันสมัยที่ใครต่อใครต้องไปถ่ายรูปเมื่อไปเยือนลอนดอน ด้วยความสูงต่อรอบที่มากถึง 135 เมตร และการหมุนเคลื่อนอย่างเชื่องช้าในแต่ละรอบนั้น เท่ากับว่า london eye ไม่ได้ทำหน้าที่ในเชิงเทคโนโลยีเท่านั้น แต่มีความหมายในเชิงวัฒนธรรมเมือง ด้วยการเป็นพาหนะในการเชื้อเชิญชวนเชิญให้นักท่องเที่ยวได้ละเลียดมุมมองงดงามจากด้านต่างๆของมหานครลอนดอน
london eye นั้น จะมีระยะเวลาในการหมุนต่อรอบ ด้วยเงื่อนไข 30 นาที ด้วยระยะความเร็วที่0.9 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นั่นทำให้เมื่อคำนวณกับมุมต่างๆ ของวิวที่อยู่เหนือพื้นดินขึ้นไปนั้น นักท่องเที่ยวมีเวลาเหลือเฟือที่จะเก็บภาพต่างๆ ได้อย่างเพียงพอบางคนนั้นรู้สึกว่า เมื่อชิงช้าสวรรค์ชื่อนี้ของอังกฤษ ค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นไปถึงเพดานสูงสุดนั้นผู้โดยสารจะรู้สึกได้ถึงความสูงอย่างชัดเจน ถือว่าเป็นของเล่นที่น่าเล่นซะจริงเพราะทั้งหน้าหวาดเสียวและหน้าตื่นเต้นที่จะได้เห็นมุมมองของลอนดอนจากที่สูงซึ่งจะได้เห็นวิวถึง 360 องศา

ว้าว!! แค่คิดก็อยากไปแล้วใช่มั้ย ??…………. 🙄  😯  :mrgreen: 

 

พระราชวังวินเซอร์ (The Windsor Castle)

capture-20150929-135918

พระราชวังวินด์เซอร์ (The Windsor Castle) เป็นพระราชวังตั้งอยู่ที่วินด์เซอร์, มลฑลบาร์คเชอร์ในสหราชอาณาจักร สร้างโดยสมเด็จพระเจ้าวิลเลียมที่ 1 แห่งอังกฤษเมื่อปี ค.ศ. 1070สถาปัตยกรรมเป็นแบบโรมาเนสก์ พระราชวังวินด์เซอร์เป็นพระราชฐานที่ยังมีผู้อยู่อาศัยที่ใหญ่ที่สุดในโลกและเป็นพระราชฐานที่เก่าที่สุดที่มีผู้อยู่อาศัยที่ต่อเนื่องกันมาตั้งแต่เริ่มสร้าง เนื้อที่การใช้สอยมีทั้งหมดด้วยกัน 484,000 ตารางฟุต หรือ 45,000 ตารางเมตร พระราชวังวินด์เซอร์, พระราชวังบัคคิงแฮม ที่capture-20150929-135211กรุงลอนดอน และพระราชวังโฮลีรูด (Holyrood Palace) ที่เอดินบะระ เป็นพระราชฐานหลักสามแห่งของพระราชวงศ์อังกฤษ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 มักทรงใช้เวลาวันสุดสัปดาห์หลายวันที่พระราชวังวินด์เซอร์เป็นทั้งที่จัดงานเลี้ยงอย่างเป็นทางการและเป็นการส่วนพระองค์ ตำหนักซานดริงแฮมและ พระราชวังบาลมอรัลเป็นพระราชวังส่วนพระองค์ พระมหากษัตริย์และกษัตรีย์แห่งอังกฤษเกือบทุกพระองค์มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงต่อการสร้างและการวิวัฒนาการของพระราชวังวินด์เซอร์โดยตลอด พระราชวังเคยใช้เป็นป้อมปราการ ที่อยู่อาศัย ที่ประทับอย่างเป็นทางการ และบางครั้งเรือนจำ ประวัติของพระราชวังจึงเกี่ยวพันกับประวัติของพระมหากษัตริย์และกษัตรีย์ของอังกฤษอย่างใกล้ชิด การศึกษาประวัติก็ทำได้โดยการศึกษาจากประวัติของรัชสมัยต่างๆ ของพระมหากษัตริย์ที่มาประทับ ในยามสงบจากศึกสงครามพระราชวังก็ได้รับการขยายเพิ่มเติมด้วยห้องชุดสำหรับเป็นที่อยู่อาศัย ยามสงครามพระราชวังก็ใช้เป็นป้อมปราการด้วยการสร้างเสริมอย่างแน่นหนา ระบบนี้ก็ยังใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

 

พระราชวังบักกิงแฮม ( Buckingham Palace)

capture-20150929-141050

พระราชวังบักกิงแฮม ( Buckingham Palace) เดิมชื่อ คฤหาสน์บักกิงแฮม เป็นพระราชวังที่เป็นที่ประทับเป็นทางการของราชวงศ์อังกฤษ ตั้งอยู่ที่กรุงลอนดอนในสหราชอาณาจักรเป็นสถานที่ที่ใช้สำหรับการเลี้ยงรับรองของรัฐ และยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งของกรุงลอนดอน และนอกจากนี้ยังcapture-20150929-140730เป็นที่รวมพลังใจทั้งในการฉลองและในยามคับขันของชาวอังกฤษ
พระราชวังบักกิงแฮมแต่เดิมชื่อ “คฤหาสน์บักกิงแฮม” (Buckingham House) เดิมเป็นคฤหาสน์ที่ถูกสร้างสำหรับจอห์น เชฟฟิลด์ ดยุคแห่งบักกิงแฮมในปี ค.ศ. 1703 ในปี ค.ศ. 1761 สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 3ทรงซื้อจากดยุคแห่งบักกิงแฮมเพื่อเป็นพระราชฐานส่วนพระองค์ ที่รู้จักกันในชื่อ “วังพระราชินี” (The Queen’s House) ระยะ 75 ปีต่อมาเป็นเวลาที่มีการขยายต่อเติมพระราชวังโดยสถาปนิกจอห์น แนช (John Nash) และ เอ็ดเวิร์ด บลอร์ (Edward Blore) เป็นสามปีรอบลานกลาง
พระราชวังบักกิงแฮมกลายมาเป็นพระราชฐานที่ประทับอย่างเป็นทางการของราชวงศ์อังกฤษเมื่อสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียขึ้นครองราชย์เมื่อปี ค.ศ. 1837 การต่อเติมครั้งใหญ่ครั้งสุดท้ายทำในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 และ ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ซึ่งรวมทั้งด้านหน้าที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน บางครั้งพระราชวังบักกิงแฮมก็เรียกกันเล่นๆ ว่า “บักเฮาส์”

 

หอคอยแห่งลอนดอน (Tower of London)

capture-20150929-141207

หอคอยแห่งลอนดอน (Tower of London) เป็นพระราชวังหลวงและป้อมปราการตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำเทมส์ในกรุงลอนดอนในอังกฤษ เป็นพระราชวังที่เดิมสร้างโดยพระเจ้าวิลเลียมที่ 1 แห่งอังกฤษ เมื่อปี ค.ศ. 1078เป็นสถาปัตยกรรมแบบโรมาเนสก์ พระราชวังเป็นรู้จักกันในนามว่า “หอคอยแห่งลอนดอน” หรือ “หอ” ในประวัติศาสตร์ Tower of Londonตัวปราสาทตั้งอยู่ภายในโบโรแห่งทาวเวอร์แฮมเล็ทส์และแยกจากด้านตะวันออกของนครหลวงลอนดอน (City of London) ด้วยลานโล่งที่เรียกว่าเนินหอคอยแห่งลอนดอน หรือ “ทาวเวอร์ฮิล” (Tower Hill) หอคอยแห่งลอนดอนมักจะรู้จักกันในการเกี่ยวข้องกับหอขาว (White Tower) ซึ่งแต่เดิมเป็นหอสีขาวที่สร้างโดยพระเจ้าวิลเลียมที่ 1 แห่งอังกฤษในปี ค.ศ. 1078 แต่กลุ่มสิ่งก่อสร้างทั้งหมดของหอคอยแห่งลอนดอนตั้งอยู่รอบวงแหวนสองวงภายในกำแพงและคูป้องกันปราสาท ตัวหอคอยใช้เป็นป้อม พระราชวังของพระมหากษัตริย์ และที่จำขังโดยเฉพาะสำหรับนักโทษที่มียศศักดิ์สูงเช่นพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 1ก็เคยทรงถูกจำขังในหอคอยโดยพระราชินีนาถแมรี และยังเป็นที่สำหรับประหารชีวิตและทรมาน คลังเก็บอาวุธ ท้องพระคลัง สวนสัตว์ โรงกษาปณ์หลวง หอเก็บเอกสาร หอดูดาว และตั้งแต่ปี ค.ศ. 1303 เป็นที่เก็บรักษามงกุฎและเครื่องราชาภิเษกของสหราชอาณาจักร

 

สโตนเฮนจ์ (Stonehenge)

capture-20150929-141659

สโตนเฮนจ์ (Stonehenge) เป็นอนุสรณ์สถาน ยุคก่อนประวัติศาสตร์ กลางทุ่งราบกว้างใหญ่บนที่ราบซอลส์บรี (Salisbury Plain) ในบริเวณตอนใต้ของเกาะอังกฤษตัวอนุสรณ์สถานประกอบด้วยแท่งหินขนาดยักษ์ 112 ก้อน ตั้งเรียงกันเป็นวงกลมซ้อนกัน 3 วงแท่งหินบางอันตั้งขึ้น บางอันวางนอนลง และบางอันก็ถูกวางซ้อนอยู่ข้างcapture-20150929-141827บน นักโบราณคดีเชื่อว่ากลุ่มกองหินนี้ถูกสร้างขึ้นจากที่ไหนสักแห่งเมื่อประมาณ 3000–2000 ปีก่อนคริสตกาล กล่าวคือการหาอายุจากคาร์บอนกัมมันตรังสีเมื่อ พ.ศ. 2551 เผยให้เห็นว่าหินก้อนแรกถูกวางตั้งเมื่อประมาณ 2400–2200 ปีก่อนคริสตกาล ในขณะที่ทฤษฎีอื่น ๆ ระบุว่ากลุ่มหินที่ถูกวางตั้งมาตั้งแต่ก่อนหน้านั้นถึง 3000 ปีก่อนคริสตกาล นักวิทยาศาสตร์และนักประวัติศาสตร์ต่างสงสัยว่า คนในสมัยก่อนสามารถยกแท่งหินที่มีน้ำหนักกว่า 30 ตัน ขึ้นไปวางเรียงกันได้อย่างไร ทั้ง ๆ ที่ปราศจากเครื่องทุ่นแรงอย่างที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน และบริเวณที่ราบดังกล่าวไม่มีก้อนหินขนาดมหึมานี้ ดังนั้นจึงสันนิษฐานว่าผู้สร้างต้องทำการชักลากแท่งหินยักษ์ทั้งหมดมาจากที่อื่น ซึ่งคาดว่าน่าจะมาจาก “ทุ่งมาร์ลโบโร” ที่อยู่ไกลออกไปประมาณ 40 กิโลเมตร สโตนเฮนจ์และบริเวณโดยรอบได้ถูกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี ค.ศ. 1986 และยังถูกจัดให้เป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคกลางอีกด้วย

บริติชมิวเซียม (British Museum)

British Museum-142415

บริติชมิวเซียม หรือที่นิยมเรียกกันว่า พิพิธภัณฑ์อังกฤษ (British Museum) ในกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร เป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของมนุษยที่สำคัญที่สุดและใหญ่ที่สุดในโลก มีการก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2296 (ค.ศ. 1753) ในเบื้องต้นวัตถุที่เก็บรวบรวมไว้ส่วนใหญ่เป็นของสะสมของเซอร์ capture-20150929-142649แฮนส์ สโลน (Hans Sloane) ซึ่งเป็นแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดให้บริการแก่สาธารณะเป็นครั้งแรกในวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2302 (ค.ศ. 1759) ในมงตากูเฮาส์ เมืองบลูมส์เบอร์รี กรุงลอนดอน อันเป็นสถานที่ตั้งของอาคารพิพิธภัณฑ์ในปัจจุบัน
บริติชมิวเซียมเป็นแหล่งรวบรวมวัตถุต่างๆ จากทุกทวีป จำนวนกว่า 7 ล้านชิ้น ซึ่งล้วนมีชื่อเสียง และมีการบันทึกเรื่องราวของวัฒนธรรมมนุษน์จากจุดเริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน วัตถุจำนวนมากถูกเก็บไว้ในชั้นใต้ดินของพิพิธภัณฑ์ เนื่องจากไม่มีเนื้อที่เพียงพอ ประธานอำนวยการพิพิธภัณฑ์คนปัจจุบัน คือเซอร์ จอห์น บอยด์ (John Boyd) และผู้อำนวยการคือ นีล แมกกรีเกอร์ (Neil MacGregor) บริติชมิวเซียมนั้นคล้ายกับพิพิธภัณฑ์ขนาดใหญ่และหอศิลปะอื่นๆ ในอังกฤษ นั่นคือ ไม่คิดค่าเข้าชม แต่อาจคิดค่าธรรมเนียมพิเศษสำหรับการจัดแสดงพิเศษชั่วคราว บริติชมิวเซียมนับว่าให้ประสบการณ์การเรียนรู้แก่ทุกคน นับตั้งแต่นักเรียน ครอบครัว จนถึงผู้ใหญ่ และยังมีประกาศนียบัตรหลังปริญญาตรี ที่เน้นศิลปะยุคคลาสสิกและศิลป์ตกแต่งของเอเชียด้วย

มหาวิหารเซนต์ปอล (St. Paul’s Cathedral)

capture-20150929-142821

มหาวิหารเซนต์ปอล  (St. Paul’s Cathedral) เป็นหนึ่งในโบสถ์ที่มีชื่อเสียงและมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวมากที่สุดในสหราชอาณาจักร สร้างขึ้นระหว่างปีค.ศSt. Paul’s Cathedral-142745. 1675-1710 โดยสร้างขึ้นเพื่อทดแทนโบสถ์ที่ถูกเผาเมื่อครั้งที่มีเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่ของกรุงลอนดอน โดมในโครงสร้างสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิกตั้งเด่นตระหง่านตัดกับเส้นขอบฟ้าเป็นจุดสังเกตในบริเวณแห่งนี้ มหาวิหารเซนต์ปอลเป็นโบสถ์สำคัญทางศาสนาของสหราชอาณาจักร โดยใช้เป็นสถานที่จัดพิธีแต่งงานหรือพระราชพิธีใหญ่ๆ รวมถึงเป็นสถานที่ฝังร่างของบุคคลสำคัญที่มีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์อังกฤษ มหาวิหารเซนต์ปอลเป็นโบสถ์ที่ยังใช้เป็นสถานที่จัดงานต่างๆ อยู่เสมอ ดังนั้นในช่วงเวลาดังกล่าวอาจไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าเยี่ยมชม ที่นี่มีบริการมัคคุเทศก์นำเที่ยว (ให้บริการในภาษาอังกฤษเท่านั้น) ซึ่งใช้เวลาประมาณ 90 นาที โดยให้บริการประมาณ 4-5 ครั้งต่อวัน
St. Paul’s Cathedral มีความสูง 111 เมตร ด้วยโดมขนาดใหญ่ ทำให้ St. Paul’s Cathedral เคยเป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในลอนดอน และเป็นโดมที่สูงที่สุดในโลก ทำให้เราสามารถมองเห็นโดมสีขาวสะอาดได้จากหลายมุมในลอนดอน ภายในของ St. Paul’s Cathedral นั้นได้รับการตกแต่งไว้อย่างละเอียดและสวยงาม นอกจากนี้ St. Paul’s Cathedral ยังเปิดให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปที่ด้านบนของโดมเพื่อชมศิลปะที่ใช้ในการตกแต่ง รวมถึงชมวิวมุมสูงของลอนดอน

ทาวเวอร์บริดจ์ (Tower Bridge)

capture-20150929-142946

ทาวเวอร์บริดจ์ (อังกฤษ: Tower Bridge) คือ สะพานที่มีรูปแบบของสะพานยกและสะพานแขวนอยู่รวมกัน ตั้งอยู่ใจกลางกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ สร้างขึ้นในระหว่าง ค.ศ. 1886-1894 เพื่อเป็นสะพานข้ามแม่น้ำเทมส์ สะพานแห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้กับหอคอยแห่งลอนดอน ซึ่งเป็นที่มาของชื่อสะพานว่า “ทาวเวอร์บริดจ์” หรือ “สะพานcapture-20150929-143206หอคอย” และกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งหนึ่งของกรุงลอนดอน สะพานแห่งนี้ ประกอบด้วยหอคอย 2 หอ ซึ่งเชื่อมต่อเข้าด้วยกันกับทางเดินคู่ขนานด้านบน โดยออกแบบให้ทนต่อแรงดึงตามแนวนอน ซึ่งเป็นแรงโน้มถ่วงในส่วนของสะพานแขวน องค์ประกอบแนวตั้งของส่วนสะพานแขวนแขวนไว้โดยหอคอย 2 หอที่มีความมั่นคง ส่วนแกนหมุนของสะพานยกและเครื่องจักรซ่อนไว้ในฐานของแต่ละหอคอย สะพานเคยทาสีแดง ขาว และน้ำเงินเพื่อเฉลิมฉลองพระราชพิธีรัชดาภิเษก (Silver Jubilee) ของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร ใน ค.ศ. 1977 โดยสีดั้งเดิมคือสีฟ้าอมเขียว

 

เวสต์มินสเตอร์แอบบีย์ (Westminster Abbey)

capture-20150929-143600

เวสต์มินสเตอร์แอบบีย์ (Westminster Abbey) เดิมเป็นแอบบีย์ แต่ปัจจุบันเป็นโบสถ์ในนิกายแองกลิคันที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกของพระราชวังเวสต์มินสเตอร์ในนครเวสต์มินสเตอร์ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ สถาปัตยกรรมที่เห็นอยู่ในปัจจุบันเป็นแบบสถาปัตยกรรมกอทิกเป็นส่วนใหcapture-20150929-143312ญ่นอกจากหอคอยที่เป็นสถาปัตยกรรมฟื้นฟูกอทิก เป็นสถานที่ประกอบพิธีราชาภิเษกและที่ฝังพระบรมศพพระมหากษัตริย์อังกฤษและพระศพพระบรมวงศานุวงศ์ ระหว่างปี ค.ศ. 1546 ถึง 1556 แอบบีย์ได้รับเลื่อนฐานะขึ้นเป็นอาสนวิหาร ต่อมาในรัชสมัยของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 1 แอบบีย์นี้ก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระอารามหลวง (Royal Peculiar)

 

แม่น้ำเทมส์ (River Thames )

River Thames

แม่น้ำเทมส์ (River Thames ) เป็นแม่น้ำใหญ่ที่ไหลในอังกฤษตอนใต้ และเป็นที่รู้จักมากที่สุดเพราะแม่น้ำไหลผ่านใจกลางกรุงลอนดอน นอกจากนี้ แม่น้ำยังไหลผ่านเมืองอื่น ๆ ด้วย เช่น เมืองอ็อกซ์ฟอร์ด รีดดิ้ง และ วินด์เซอร์ เป็นต้น
ต่อมาเราจะพาไปเที่ยวในสถานที่2 แห่งรับรองว่าคุณต้องชอบมักมาก….มาอังกฤษทั้งที่ก็ต้องมาตามหาทีมฟุตบอลในดวงใจของใครหลายๆคนรวมถึงคนเขียนด้วยเช่นกันคะ

โอลด์ แทรฟฟอร์ด (Old Trafford)

capture-20150929-144812

โอลด์ แทรฟฟอร์ด (Old Trafford) เป็นสนามกีฬาในเขตแทรฟฟอร์ดของเกรตเตอร์แมนเชสเตอร์ ในสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ และเป็นสนามเหย้าของสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด สนามกีฬาเริ่มก่อสร้างในปี ค.ศ. 1909 และเริ่มเปิดใช้ตั้งแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1910 ซึ่งใช้มาตลอดยกเว้นในช่วง 8 ปี ที่สนามโดนระเบิดระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ในช่วงปี ค.ศ.1941-ค.ศ.1949
โอลด์ แทรฟฟอร์ด ในปัจจุบัน เป็นสนามฟุตบอลซึ่งติดตั้งเก้าอี้หมดทุกพื้นที่ของสแตนด์ เป็นสนามที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของอังกฤษ ในแง่ของจำนวนแฟนบอลที่รองรับได้มากถึง 75,635 คน ซึ่งเป็นรองแค่สนามกีฬาเวมบลีย์เพียงแห่งเดียว และใหญ่อันดับ 3 ของสหราชอาณาจักร ใหญ่เป็นอันดับ 11 ของทวีปยุโรป นอกจากนั้นยังเป็น 1 ใน 3 สนามในอังกฤษที่ยูฟ่ารับรองเป็นสนาม 5 ดาว และเป็นสนามเดียวในปัจจุบันอีกด้วย ชื่อเรียกที่แฟนบอลคุ้นหูและเร้าอารมณ์ว่า “โรงละครแห่งความฝัน” นั้น คนแรกที่แรกที่เรียกชื่อนี้คือ เซอร์ บ็อบบี ชาร์ลตัน บุคคลระดับตำนานของสโมสรนั่นเอง
สนามโอลด์แทรฟฟอร์ดนี้มักจะถูกใช้เป็นสนามในการแข่งขันเอฟเอคัพรอบรองชนะเลิศ และเป็นสนามหลักในการแข่งขันหลายอย่างในขณะที่สนามกีฬาเวมบลีย์อยู่ในระหว่างการปรับปรุง นอกจากนี้ยังได้เป็นสนามแข่งขันนัดสำคัญหลายอย่าง ไม่ว่า ฟุตบอลโลก 1966 หรือยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 2003 และเคยถูกใช้แข่งขันฟุตบอลในมหกรรมกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน 2012 ที่กรุงลอนดอนเป็นเจ้าภาพอีกด้วย
สนามหญ้าเขียวขจีของโอลด์แทรฟฟอร์ด ล้อมรอบด้วยสแตนด์ที่นั่งล้วนมีหลังคามคุม 4 ด้าน ชื่อเรียกทางการคือ สแตนด์ทิศเหนือ, ทิศใต้, ทิศตะวันออก, ทิศตะวันตก สแตนด์แต่ละทิศมีอย่างน้อย 2 ชั้นยกเว้นทิศใต้ที่มีเพียงชั้นเดียว เนื่องมาจากข้อจำกัดในการก่อสร้าง
สแตนด์ทิศเหนือสมัยก่อนเรียกกันว่า “ยูไนเต็ด โร้ด สแตนด์” มีทั้งสิ้น 3 ชั้นรองรับแฟนบอลได้ทั้งสิ้นราว 26,000 ที่นั่ง มากที่สุดในบรรดาสแตนด์ทั้ง 4 ทิศและสแตนด์ทางทิศเหนือยังรองรับแฟนบอลได้มากกว่านั้นอีกนิดหน่อยเพราะมีบ็อกซ์พิเศษตั้งอยู่ สแตนด์ทิศเหนือเปิดใช้งานในรูปลักษณ์ที่เห็นในปัจจุบัน เมื่อปี ค.ศ. 1996 โดยก่อนหน้านั้นมีเพียงชั้นเดียวเท่านั้น และด้วยการเป็นสแตนด์หลักของสนาม สแตนด์ทิศเหนือจึงเป็นที่ตั้งหลักของหลายต่อหลายจุดอันเป็นที่นิยม รวมไปถึงเร้ด ค่าเฟ่ (ร้านอาหาร/บาร์ ในธีมสีแดงของสโมสร) และพิพิธภัณฑ์แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับห้องเก็บถ้วยรางวัลซึ่งเปิดในปี ค.ศ. 1986 นับว่าเป็นที่แรกในโลกสำหรับการเปิดพิพิธภัณฑ์ลักษณะนี้ของสโมสรฟุตบอล คนที่เป็นประธานเปิดพิพิธภัณฑ์คือเปเล่ เมื่อวันที่ 11 เมษายน ค.ศ. 1998

สนามฟุตบอลแอนฟีลด์ (Anfield)

capture-20150929-145107

สนามฟุตบอลแอนฟีลด์ (Anfield) เป็นสนามฟุตบอลเหย้าของสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ ตั้งอยู่ในเขตแอนฟีลด์ เมืองลิเวอร์พูล แอนฟีลด์สร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2427 เริ่มแรกเป็นสนามเหย้าของสโมสรฟุตบอลเอฟเวอร์ตัน ต่อมาในปี พ.ศ. 2435 เอฟเวอร์ตันย้ายสนามไปกูดิสันพาร์ก หลังจากก่อตั้งสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล แอนด์ฟิลด์จึงกลายเป็นสนามเหย้าของลิเวอร์พูลนับแต่นั้นมา
แอนฟีลด์ประกอบไปด้วยอัฒจันทร์สี่ด้าน ได้แก่ สไปอันค็อป, อัฒจันทร์หลัก, เซนทีนารีสแตนด์ และอัฒจันทร์ฝั่งถนนแอนฟีลด์ มีความจุทั้งสิ้น 45,276 ที่นั่ง โดยจำนวนAnfield-145420ผู้ชมสูงสุดเท่าที่มีการบันทึกไว้คือ ในการแข่งขันเอฟเอคัพรอบที่ 5 ระหว่างลิเวอร์พูลกับวุลเวอร์แฮมป์ตันวอนเดอเรอส์ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2495 บันทึกไว้ว่ามีผู้ชมทั้งสิ้น 61,905 คน
สนามฟุตบอลแอนฟีลด์ได้รับการรับรองจากสมาคมฟุตบอลยุโรปให้เป็นสนามระดับ 4 ดาวซึ่งสามารถจัดการแข่งขันฟุตบอลระดับนานาชาติหรือรายการใหญ่อื่น ๆ รวมทั้งการแข่งขันของทีมชาติอังกฤษ แอนฟีลด์เคยเป็นหนึ่งในสนามฟุตบอลที่ใช้ในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปในปี พ.ศ. 2539 (ยูโร 96) ในอนาคตสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูลมีแผนขยายความจุของสนามเป็น 60,000 ที่นั่ง
ป็นไงคะสำหรับคำแนะนำในการเดินทางไปประเทศอังกฤษและคำแนะนำเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวหวังว่าทุกท่านคงได้รับประโยชน์ในการแนะนำในครั้งนี้ไม่มากก็น้อย ขอบคุณสำหรับการติดตามเรื่องราวในครั้งนี้ ขอบคุณคะ :mrgreen:  😀  🙂  😉 

Leave a Comment