ไปตามหา ฟาโรห์ ที่อียิปต์

capture-20150820-111417
ฟาโรห์(Pharaoh)

ทุกคนอาจมีความสงสัยว่า ฟาโรห์ (Pharaoh) ที่พูดถึงอยู่ เป็นใคร..? อยู่ที่ไหน..? มีชีวิตอยู่หรือเปล่า..? วันนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับ ฟาโรห์ (Pharaoh) ที่พูดเราพูดถึงอยู่นั้นว่าเขาคือใคร ก่อนอื่นเรามารู้จักกับประเทศที่ ฟาโรห์ (Pharaoh) อยู่กันก่อน นั้นก็คือ ประเทศอียีปต์ (Egypt‎) หรือ สาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ (Arab Republic of Egypt) นั้นเอง

capture-20150820-125155
ภาพธงประจำชาติอียิปต์

สาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ (Arab Republic of Egypt) หรือที่เรียกโดยทั่วไปว่า อียิปต์ (Egypt‎) เป็นประเทศที่ตั้งอยู่ตอนเหนือ สุดทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือของทวีปแอฟริกา ทิศเหนือ ติดทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทิศตะวันออกเฉียงเหนือติดอิสราเอลทิศตะวันออกติดทะเลแดง ทิศใต้ติดซูดานและทิศตะวันตกติดลิเบีย โดยมีกรุงไคโร(Cairo) เป็นเมืองหลวงปัจจุบัน อียิปต์ นับว่าเป็นประเทศที่มีความปลอดภัยมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก
ข้อแนะนำและพึงระวังในการเดินทางไปอียิปต์
การตัดสินใจในการเดินทางไปอียิปต์ใน ช่วงเวลาไหนเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะอากาศค่อนข้างแตกต่างกันมาก เช่น เดือนพฤศจิกายน ถึง ปลายกุมภาพันธ์อาจจะสบายที่สุดเพราะไม่ร้อน ต้องใส่เสื้อกันหนาวแม้จะมีแดดเปรี้ยง โดยเฉพาะตอนค่ำ หากไปอียิปต์หลังจากเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนพฤษภาคมก็จะดี เพราะถึงแม้อากาศจะเริ่มร้อนแล้ว แต่ก็พอทนได้ ส่วนช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน จะมีบางวันที่จะออกข้างนอกได้เฉพาะช่วงเช้าหรือค่ำ เพราะในตอนกลางวันอากาศจะร้อนมากกว่า 40 องศาเซลเซียส แต่โดยทั่วไปอียิปต์เป็นประเทศที่ดินฟ้าอากาศกำลังสบาย อาจจะแห้งไปนิดหนึ่งสำหรับบางคน และฝุ่นจะมากไปหน่อย แต่เมื่อชินแล้วจะรู้สึกเป็นสิ่งธรรมดา

capture-20150820-125648
หนังสือเดินทาง (Passport)

ข้อแนะนำ
* เมื่อถึงอียิปต์แล้ว ขอให้ถือหนังสือเดินทางติดตัวเสมอ เพราะจะต้องใช้ในกรณีไปลงทะเบียนที่โรงแรม แลกเงิน รับจดหมาย หรือถูกตำรวจสอบถาม เอกสารสำคัญ ๆ ขอให้ถ่ายสำเนาและแยกเก็บจากต้นฉบับ

 

ทีนี้เราก็พอรู้เกี่ยวกับข้อมูลคราวๆของอียิปต์กันพอสังเขปแล้ว ก็ถึงเวลาที่เราจะไปตามหา ฟาโรห์ โดยเริ่มจากที่แรกที่เราจะพาไปพบและทำความรู้จักกับ “ฟาโรห์” นั้นก็คือ หุบผากษัตริย์ (valley of the kings)

valley of the kings
หุบผากษัตริย์ (valley of the kings)

 หุบผากษัตริย์ หรือ ภาษาอังกฤษ (valley of the kings)ป็นหุบที่เป็นหลุมศพของกษัตริย์และราชวงศ์ในราชอาณาจักรใหม่ (ตั้งแต่ราชวงศ์ที่ 18 ถึง 20 ของอียิปต์โบราณ) หุบเขาตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไนล์ ฝั่งตรงข้ามกับเมืองธีปส์ (หรือ ลักซอร์ในปัจจุบัน) ตั้งอยู่ใจกลางของ ธีบันเนโครโปลิสบริเวณที่ อุดสมบูรณ์ในทะเลทรายนั้นประกอบด้วย 2 หุบเขาคือ หุบเขาตะวันออก(ที่เป็นที่ตั้งของสุสานเป็นส่วนใหญ่)และหุบเขาตะวันตก
ในช่วงระหว่างปี 2006 – 2008ได้มีการค้นพบห้อง (เควี 63) และ ทางเข้าสุสานเพิ่มอีก 2 แห่ง หุบเขานี้มีหลุมศพอยู่ 63 แห่งและร่วมถึงห้องที่มีหลายขนาดทั้งห้องเล็กๆไปจนถึงสุสานที่มีห้องซับซ้อนที่มีห้องมากกว่า 120 ห้อง และยังเป็นที่ฝังพระศพที่สำคัญของราชวงศ์ของอาณาจักรใหม่แห่งอียิปต์โบราณ รวมถึงยังมีสุสานของบุคคลสำคัญอีกหลายแห่งสุสานแห่งนี้ตกแต่งด้วยอักษรภาพของเทพเจ้าอียิปต์โบราณ หรือ ฮีโรกริฟฟิค” (Hieroglyphs) และนอกจากนี้ยังมีข้อมูลความเชื่อเกี่ยวกับพิธีศพในช่วงเวลานั้น สุสานทั้งหมดดูเหมือนจะถูกเปิด และ มีการถูกโจรรกรรมวัตถุโบราณไปแล้วแต่ก็ยังคงหลงเหลือสิ่งที่ให้รู้ถึงความมั่งคั่งและอำนาจในการปกครองของกษัตริย์ในยุคนั้น

capture-20150820-114358
ภาพการขุดพบพระศพของฟาโรห์ตุตันคามุน

หุบผากษัตริย์แห่งนี้ ถือว่าเป็นการค้นพบด้านโบราณคดีที่สำคัญ หลังจากการค้นพบสุสานของฟาโรห์ตุตันคามุน (ซึ่งเป็นที่เลื่องลือด้านคำสาปฟาโรห์) และยังถือเป็นหนึ่งในสถานที่โบราณคดีที่โด่งดังที่สุดในโลก ในปี ค.ศ. 1979 ถูกยกให้เป็นมรดกโลก ร่วมกับส่วนที่เหลือของธีบันเนโครโพลิส การค้นพบ การขุดค้นหาวัตถุโบราณ และการอนุรักษ์ยังคงดำเนินการต่อไปและ ยังถือเป็นจุดศูนย์กลางการท่องเที่ยวในปัจจุบันที่ เปิดให้เข้าชม

capture-20150820-122626
มหาพีระมิดกีซ่า (Giza Plateau)

ต่อมาเราจะเดินทางต่อกันไปยังสถานที่แห่งที่2 นั้นก็คือ                     พีระมิดกีซ่า (Giza Plateau)
พีระมิดถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ฝังพระศพของกษัตริย์ หรือ ฟาโรห์ในสมัยอียิปต์โบราณ ชาวอียิปต์ในสมัยนั้นเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตาย ดังนั้นจึงต้องแน่ใจว่ากษัตริย์ของพวกเขาจะทรงมีทุกสิ่งทุกอย่างที่จำเป็นสำหรับโลกหน้า พวกเขาได้ฝังทรัพย์สินและสิ่งของส่วนพระองค์ไปพร้อมกัน สิ่งที่นักโบราณคดีค้นพบเป็นจำนวนมากในห้องเก็บสมบัติของปิรามิดได้แก่เพชรพลอย อาหาร เครื่องเรือน เครื่องดนตรี และอุปกรล่าสัตว์
มหาพีระมิดกีซ่า (Giza Plateau) ถือว่าเป็นหนึ่ง 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ พีระมิดแห่งที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก พีระมิดแห่ง “เมืองกีซ่า” ซึ่งเป็นที่บรรจุพระบรมศพของกษัตริย์คีออปส์ (CHEOPS) หรือ คูฟู ซึ่งพระองค์เป็นผู้สร้างขึ้นเองเมื่อก่อนคริสตกาลประมาณ 25,800 ปี นับอายุจนถึงปัจจุบันก็กว่า 4,500 ปี ถือเป็นพีระมิดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกตั้ง อยู่ที่กลางทะเลทราย พีระมิดแห่งนี้เดิมสูง 481.4 ฟุต แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 450 ฟุต ฐานกว้าง 768 ฟุต ใช้หินทรายตัดเป็นแท่งรูปสามเหลี่ยมหนักประมาณก้อนละ2ตันครึ่ง บางก้อนหนักถึง 16 ตัน โดยการนำเอามาซ้อนกันขึ้นไปเป็น ทรงกรวย เชื่อกันว่าพีระมิดองค์นี้จะทนแดดทนฝนอยู่ได้อีกนานกว่า 5,000 ปี และเป็นสิ่งมหัศจรรย์ ของยุคโบราณสิ่งเดียวเท่านั้นที่มีอายุยืนยาวมาจนถึงปัจจุบัน
พีระมิดแห่งกีซ่าประกอบด้วย
1.พีระมิดคูฟู (Khufu) หรือ มหาพีระมิดแห่งกิซ่า (The Great Pyramid of Giza) ซึ่งเป็นหนึ่งเดียวในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ที่ยังคงเหลืออยู่ในปัจจุบัน มีขนาดใหญ่ที่สุดและเก่าแก่ที่สุดในหมู่พีระมิดแห่งกิซ่า
2.พีระมิดคาเฟร (Khafre) ตั้งอยู่ตรงกลางของพีระมิดทั้ง 3 และสร้างอยู่บนพื้นที่สูง ทำให้ดูเหมือนมีขนาดใหญ่ที่สุด และมีบางคนเข้าใจผิดว่าพีระมิดคาเฟรคือมหาพีระมิดแห่งกิซ่า ทางทิศตะวันออกของพีระมิดคาเฟรมี มหาสฟิงซ์ (The Great Sphinx of Giza) หินแกะสลักขนาดมหึมาที่มักปรากฏในภาพถ่ายคู่กับพีระมิดคาเฟร
3.พีระมิดเมนคูเร (Menkaure) ขนาดเล็กที่สุดและเก่าแก่น้อยที่สุดในหมู่พีระมิดแห่งกิซ่า จากตำแหน่งการก่อสร้างทำให้คาดได้ว่า เดิมอาจตั้งใจสร้างให้มีขนาดใกล้เคียงพีระมิดคูฟู และพีระมิดคาเฟรแต่ในที่สุดก็สร้างในขนาดที่เล็กกว่า พีระมิดเมนคูเรมักปรากฏในภาพถ่ายพร้อมกับหมู่พีระมิดราชินีทั้ง 3 (The Three Queen’s Pyramids)
การสร้างพีระมิดในยุคนั้นเกิดจาก แรงศรัทธาแลกกับอาหารและเสื้อผ้า สร้างโดยแรงงานมนุษย์กับเครื่องมือธรรมดาๆในการก่อสร้างเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น ผู้ที่สร้างปิรามิดไม่ใช่พวกทาส แต่เป็นช่างฝีมือและชาวนาที่อยู่ว่างในระหว่างที่น้ำจากแม่น้ำไนล์ท่วมพื้นที่ทำการเกษตรของตน แม้ว่าประชาชนนับพันๆคนที่มาช่วยสร้างปิรามิดจะทำงานเพื่อแลกกับอาหารและเสื้อผ้า แต่ทุกคนก็ต้องการมีส่วนร่วมในการสร้างที่ฝังพระศพของกษัตริย์ที่พวกเขานับถือเป็นเทพเจ้า

Sphinx-171254
มหาสฟิงซ์ (The Great Sphinx of Giza)

เราจะสังเกตได้ว่าในบริเวรรอบๆพีระมิดจะมีรูปปั้นหน้าตาแปลกๆคือมีหน้าตาเป็นคนแต่ลำตัวเป็นสิงโต นั้นก็คือ สฟิงซ์ (Sphinx)ชาวอียีปต์โบราณเชื่อ ว่า สฟิงซ์มีอำนาจขจัดวิญญาณชั่วร้ายให้พ้นจากหลุมศพ

Pharaoh162041
สฟิงซ์ของชาวกรีก

  สฟิงซ์อียิปต์   เป็นการผสมกันระหว่างมนุษย์กับสิงโต ส่วนหัวที่เหมือนมนุษย์นั้น มีสัญลักษณ์ของฟาโรห์อียิปต์แสดงไว้คือมีเคราที่คาง ตรงหน้าผากมีงูแผ่แม่เบี้ยและมีเครื่องประดับ รัดเกล้าแบบกษัตริย์แตกต่าง จาก สฟิงซ์ของชาวกรีกซึ่งจะมีใบหน้าและทรวงอกของหญิงสาว ท่อนล่างเป็นสิงโตและมีปีกแบบนกอินทรีรูปสลักสฟิงซ์ของอียิปต์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือ มหาสฟิงซ์ (The Great Sphinx of Giza) บริเวณใกล้กับ พีระมิดคาเฟร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ หมู่พีระมิดแห่งกิซ่า (Giza Pyramid Complex)
หน้าที่ของสฟิงซ์   สฟิงซ์เปรียบเสมือนเป็นตัวแทนของกษัตริย์ หรือเป็นสัตว์ที่มีชาญฉลาดและมีพลังเพื่อปกป้องพระ  ศพและทรัพย์สมบัติภายในพีรามิด
สฟิงซ์ยักษ์แห่งกีซ่า ถือเป็นสฟิงซ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก แกะสลักจากหินก้อนขนาดมหึมาเพียงก้อนเดียว โดยมีความยาวของลำตัวที่ 73.5 เมตร สูง 21 เมตรใบหน้ามีความยาว 5 เมตร จมูกยาว 2 เมตร ส่วนเคราไม่สามารถระบุตัวเลขของขนาดได้ ปัจจุบันนี้เคราและจมูกของสฟิงซ์ยักษ์ตัวนี้ ถูกแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ BRITISH MUSEUM กรุงลอนดอน ส่วนลำตัวของสฟิงซ์ มีรอยผุกร่อนอย่างชัดเจนทั้งจากสภาพภูมิอากาศอันเลวร้ายในทะเลทรายและพายุทรายพัดกระหน่ำทับถมอยู่เป็นประจำ และเนื่องจากถูกแม่น้ำไนล์ ซึ่งเป็นฤดูน้ำหลากในอดีตท่วมมาถึงครึ่งตัว กัดกร่อนให้บริเวณฐานเสียหายและเหลือร่องรอยการแช่น้ำ ทำให้ปัจจุบันนี้สฟิงซ์ยักษ์อยู่ในสภาพที่ไม่สมบูรณ์เท่าไรนัก แต่ก็สามารถมองภาพความยิ่งใหญ่ในอดีตได้จากสิ่งที่ยังเหลืออยู่

ที่นี้ทุกคนคงรู้แล้วใช่มั้ยว่า ฟาโรห์ที่เราพูดถึงเขานั้นคือใคร หน้าตาเป็นยังไง และ อาศัยอยู่ที่ไหน รวมถึงประวัติต่างๆ ที่ฟาโรห์ในสมัยก่อนนั้นได้ทำไว้ นอกเหนือจากการปกครองอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ แต่ยังได้สร้างสิ่งที่หน้าอัศจรรย์เหลือทิ้งไว้ให้เราได้เห็นถึงความรุ่งเรืองและความยิ่งใหญ่ของอำนาจที่มีในยุคสมัยนั้น ซึ่งได้ผ่านมานับพันปี………..

Leave a Comment