ทัวร์ ญี่ปุ่น ใครๆก็ไปกัน

ทัวร์ญี่ปุ่น

ศาลเจ้าในสวนอูเอโนะทัวร์ ญี่ปุ่น ใครๆก็ไปกัน นั่นนะสิมีแต่คนไปเที่ยวญี่ปุ่นกันเยอะมากเลย มีอะไรดีนักหนานะ ไปเที่ยวอะไรกัน อยากจะไปต้องทำไงก่อนดี เที่ยวที่ไหน ใช้งบเท่าไหร่บอกกันหน่อย ก็ด้วยการยกเลิกวีซ่าสำหรับคนไทยให้เข้าไปท่องเที่ยวได้ไม่เกิน 15 วัน แบบไม่ต้องขอวีซ่าให้ยุ่งยากกันอีกต่อไปแล้วนะสิ เพื่อเรียกเงินจากกระเป๋าจากนักท่องเที่ยว ขาช้อปตัวยงค์ของพี่ไทยนั่นแหละค่ะ

แต่เอ๊ะ ทัวร์ ญี่ปุ่น ใครๆก็ไปกัน เขาเที่ยวอะไรกัน

ทัวร์ญี่ปุ่น ยอดนิยมหลักๆ ที่เราอยากจะแนะนำนะครับ ญี่ปุ่นมีเกาะแก่งมากมายกว่า 6,800 เกาะ เลยทีเดียว แต่ที่เป็นเกาะหลักๆ ที่เรารู้จักกันดี คือ 4 เกาะ ที่มีการเดินทางคมนาคมสะดวกสบายได้หลากหลายทางด้วยกัน ในการเดินทางท่องเที่ยวกัน ซึ่ง 4 เกาะที่ขอแนะนำเป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่สำคัญ อันได้แก่

ทัวร์ ญี่ปุ่น เที่ยวเกาะฮอกไกโด  (Hokkaido)

otaru-canal-hokkaido
otaru-canal-hokkaido

otaru-canal-hokkaido

รายการทัวร์ญี่ปุ่น hokkaido-flower@tomita farm

hokkaido-flower@tomita farm

ตั้งอยู่ทางเหนือสุดของประเทศญี่ปุ่น มีอากาศหนาวเย็นมากที่สุดและค่อนข้างดีตลอดทั้งปี พื้นที่เกาะประมาณ 83,000 ตารางกิโลเมตร มีสายการบินหลายสายบินตรงจากประเทศไทยไปยังเมืองซับโปโร เพื่อท่องเที่ยวโดยเฉพาะเทศกาลหิมะ ตลอดจนฤดูร้อนก็นิยมเที่ยวชมดูดอกไม้ และทานอาหารทะเลที่หาได้แบบสดๆ ธรรมชาติ รายการทัวร์ญี่ปุ่น แนะนำเที่ยว ฮอกไกโด เทศกาลหิมะซับโปโร

เที่ยวเกาะฮอนชู (Honshu)

วัดเซนโซจิ

วัดเซนโซจิ

ย่านชิบุยะ

ย่านชิบุยะ

ศาลเจ้าฟูชิมิ

ศาลเจ้าฟูชิมิ

สวนมารายูมา
ชมซากุระบานที่สวนมารายูมา

ชมซากุระบานที่สวนมารายูมา

เกาะฮอนชู เป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุด มีเนื้อที่ทั้งสิ้นประมาณ  231,000 ตารางกิโลเมตร เป็นที่ตั้งของเมืองสำคัญต่างๆ รวมถึงเมืองหลวงอย่าง Tokyo เช่นกัน และเมืองใหญ่ๆที่สำคัญอีกหลายเมืองจากตอนกลางไปยังตอนใต้ของเกาะ

เมืองโอซาก้า

โอซาก้าตั้งอยู่บนเกาะฮอนชูซึ่งเป็นเกาะที่ใหญ่และอยู่ตรง กลางสุดของประเทศ โอซาก้าได้รับสถาปนาเป็นเมือง (City) และเป็นหน่วยการปกครองท้องถิ่นตั้งแต่ค.ศ.1889 มีประชากร 2.6 ล้านคน ในเนื้อที่ทั้งหมดรวม 221 ตารางกิโลเมตร สำหรับจังหวัดโอซาก้า (Osaka Prefecture) นั้นมีเมืองในการปกครองรวม 42 เมือง รวมทั้งเมืองโอซาก้า (Osaka City) ซึ่งเป็นเมืองที่ใหญ่และสำคัญที่สุด มีพลเมืองรวมทั้งสิ้น 8.8 ล้านคน บนเนื้อที่รวม 1,890 ตารางกิโลเมตร ถึงแม้ว่าโอซาก้าจะเป็นจังหวัดที่เล็กเป็นที่สองของญี่ปุ่นในด้านขนาดก็ตาม แต่สำหรับด้านประชากรแล้ว ถือว่ามีประชากรจำนวนร้อยละ 7 ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ หรือเป็นจังหวัดที่มีประชากรมากเป็นที่สองรองลงมาจากมหานครโตเกียว เอกลักษณ์สำคัญด้านประชากรอีกประการหนึ่งของโอซาก้าคือ ประชากรร้อยละ 15.56 เป็นชาวต่างชาติ

สถานที่ท่องเที่ยวที่ขอแนะนำ เช่น ปราสาทโอซาก้า, พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ Kaiyukan, ตลาดกลางโอซาก้า, ย่านชินไซบาชิ, ย่าน Chayamachi, หอคอย Tsutenkaku, ศูนย์รวมบ่อน้ำแร่ทั่วโลก Spa World,พิพิธภัณฑ์บ้านเรือนดั้งเดิมของญี่ปุ่นNihon Minka Shuraku Hakubutsukan,ชิงช้าสวรรค์ HEP FIVE,ศาล Ishikiri-Tsurugiya,เที่ยวย่าน Minami

นารา

วัดโทไดจิ, เมืองนาราตั้งอยู่ห่างจากเมืองโอซาก้าเพียงแค่ 35 กิโลเมตร เป็นอดีตเมืองหลวงเก่าในอดีต มีวัดและศาลเจ้าโบราณมากมายจนยูเนสโกต้องมาขึ้นทะเบียนมรดกโลกไว้ให้ นอกจากนั้นยังเป็นเมืองที่มีธรรมชาติสวยงามและมีกวางอาศัยอยู่มากมายจนกลาย เป็นสัญลักษณ์สำคัญของเมืองนี้

เกียวโต

เกียวโตเมืองเกียวโต (Kyoto) เป็นเมืองหลวงเก่าแก่ของประเทศญี่ปุ่นในอดีต ตั้งอยู่ในภูมิภาคตะวันตกหรือ “คันไซ” บนเกาะฮนชู เมืองเกียวโตมีเอกลักษณ์โดดเด่นที่บ้านเมืองแบบเก่าและเป็นแหล่งรวมศิลป วัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมของญี่ปุ่นโบราณ

น่าโกย่า

Nagoya-Castleนาโกย่ามีประชากรประมาณ 2,300,000 คน และเป็นเมืองใหญ่ที่สุดใน “ภูมิภาคชูบุ” ซึ่งอยู่ตรงกลางของประเทศญี่ปุ่น บริเวณรอบๆนาโกย่ามีแหล่งผลิตสินค้าการเกษตร ปศุสัตว์ และประมงที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่น อีกทั้งยังเป็นเมืองอุตสาหกรรม โดยมีฐานการผลิตรถยนต์, ยานอวกาศ, เครื่องจักร, เซรามิก ฯลฯ  นอกจากนี้ยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่มีเสน่ห์ดึงดูดใจให้ท่านมาเที่ยวชมได้ อย่างเต็มอิ่ม เช่น การเที่ยวชมประวัติศาสตร์ (สถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับโอดะ โนบุนางะ, โทโยโตมิ ฮิเดะโยชิ, โทกุงาวะ อิเอะยาสุ), การท่องเที่ยวเชิงอุตสาหกรรม (วัฒนธรรม “การผลิตสินค้า”) และยังเพลิดเพลินกับการท่องเที่ยวในเมือง เช่น การช้อปปิ้งและลิ้มรส “อาหารนาโกย่า” ยอดนิยม เช่น เทบะซากิ (ปีกไก่ทอด), มิโซะคัตสึ (หมูทอดซอสมิโซะ), ฮิตสึมะบุชิ (ข้าวหน้าปลาไหล) ฯลฯ

ภูเขาไฟฟูจิ

ภูเขาไฟฟูจิ ยามค่ำริมทะเลสาบภูเขาไฟฟูจิ (Mt.Fuji) ได้รับการลงทะเบียนเป็นมรดกโลก เป็นสัญญลักษณ์ตัวแทนของญี่ปุ่นก็ว่าได้ เป็นธรรมชาติที่มีความยิ่งใหญ่สามารถมองเห็นได้กว้างไกลมหาศาล มีสีสันอันสวยงามตามฤดูกาล 4 ฤดูกาล สร้างความประทับใจให้นักท่องเที่ยวสนใจที่ครั้งหนึ่งจะต้องไปเยือนให้ได้ ซึ่งในช่วงที่ฤดูกาลที่ไม่หนาวมากนัก ท่านสามารถที่เดินทางโดยรถยนต์ขึ้นสู่ชั้นที่ 5 ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้ขึ้นไปสัมผัสอย่างใกล้ชิด ในช่วงฤดูร้อนยังเปิดให้นักท่องเที่ยวที่ชอบปีนเขา ขึ้นสู่ยอดเขาไฟฟูจิ ซึ่งจะมีจัดให้ผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรม

หรือตอนเหนืออาทิเช่น

เมืองนิกโก้

เมืองนิกโก้“เมืองนิกโก้ คือ ประเทศญี่ปุ่น” เมืองนิกโก้ (Nikko) เป็นเมืองมรดกโลก ที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนานตั้งแต่สมัยเอโดะ โชกุนตระกูลโทคุกาวา (Tokugawa) ได้วาง Nikko ให้เป็นเมืองฝ่ายเหนือ มีการสร้างวัดและศาลเจ้าสวยงามหลายแห่ง โชกุนก็ได้อาศัยอยู่ในเมือง Nikko หลังจากโชกุนได้เสียชีวิตมีการสร้างสุสานโชกุนที่ Nikko ซึ่งเป็น 1 ในสุสานที่สวยงามของญี่ปุ่น นอกจากเป็นเมืองมรดกโลกแล้ว Nikko ยังมีที่เที่ยวอีกมากมาย เช่น อุทยานแห่งชาติ Nikko ออนเซ็น สวนสนุกเอโดะ

เมืองฟุกุชิมะ

เมืองตอนเหนือจากนิกโก้ เป็นจังหวัดหนึ่ง ที่ติดทะเล มีโรงงานพลังงานนิวเคลีย มีแหล่งท่องเที่ยวที่ขอแนะนำ อาทิเช่น เขาบันไดและทะเลสาบอินาวาชิโระ,หมู่บ้านโออุจิ จูกุ,ปราสาทซึรุกะ,ทัวร์เก็บผลไม้,“พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ-สิ่งแวดล้อม” อความารีน ฟุกุชิมะ,บ่อน้ำพุร้อนอีซากะ

เมืองเซนได

นครเซนไดซึ่งมีประชากรกว่าล้านคนอยู่อาศัยนี้เป็นศูนย์กลางหน่วยงาน ปกครอง และเศรษฐกิจของภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือที่เรียกว่าโทโฮะขุของญี่ปุ่น ถึงแม้ว่าเซนไดจะเป็นเมืองใหญ่และทันสมัย แต่ความก้าวหน้าในด้านต่างๆของเมืองได้ผสมกลมกลืนกับธรรมชาติอย่างได้สม ดุลย์ หลายๆแห่งในเมืองมีทัศนียภาพงดงามชวนให้ต้องหยุดมอง เช่นทิวทัศน์น้ำใสไหลรินของแม่น้ำฮิโระเซะ หรือต้นเคยะขิที่ชอุ่มเขียวเป็นแนวตลอดสายถนน ความเขียวขจีของแมกไม้ในเมืองนี้เองที่ทำให้เซนไดได้สมญาว่าเป็น “เมืองแห่งต้นไม้ (โมริ โนะ มิยะโขะ)” แหล่งท่องเที่ยวที่แนะนำได้แก่ ปราสาท Sendai,ศาลเจ้าโทโชกู,ศาลเจ้าOsaki Hachimangu Shrine,วัดรินโนจิ,วัดรินโนจิ,สุสาน Zuihoden Mausoleum,เทวรูปใหญ่เจ้าแม่กวนอิม

เกาะฮอนชู ประกอบไปด้วยหลายจังหวัด ที่เต็มไปด้วยธรรมชาติอันแสนสวย โดยเฉพาะ ใบไม้เปลี่ยนสี รายการทัวร์ญี่ปุ่น ต้องจัดเมืองเหล่านี้ไว้ เป็นต้น ที่สนามบินนาชาติ ที่สามารถบินสู่เกาะนี้จากเมืองไทยหลายแห่งครับ เช่น สนามบินนาริตะ สนามบินฮาเนดะ สนามบินโอซาก้า สนามบินนาโกย่า เป็นต้น รายการแนะนำทัวร์เฉพาะเกาะฮอนชูก็สามารถจัดโปรแกรม ได้ตั้งแต่ 1 สัปดาห์ – 2 สัปดาห์ก็ยังเที่ยวไม่หมด

เที่ยวเกาะชิโกกุ (Shikoku)

เนื่องจากเป็นเกาะที่มีขนาดเล็กที่สุดในสี่เกาะหลัก โดยมีเนื้อที่อยู่เพียงแค่ 19,000 ตารางกิโลเมตรเท่านั้น แต่ก็มีความสวยงามและคงบรรยากาศแบบธรรมชาติไว้อย่างดี

เที่ยวเกาะคิวชู  (Kyushu)

มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสาม เนื้อที่โดยประมาณ 42,000 ตารางกิโลเมตร สภาพโดยรวมมีอากาศค่อนข้างดีตลอดทั้งปี ยกเว้นในช่วงหน้าร้อนที่อาจจะร้อนมากหน่อย เป็นเมืองวัฒนธรรมที่อยู่ใต้สุดจากเกาะฮอนชู มีเมืองฟูกูโอกะ เป็นเมืองสำคัญ มีเที่ยวบินเดินทางตรงไปสู่สนามบินแห่งนี้ เมืองนี้จัดอยู่ในรายการทัวร์ ที่แนะนำอีกทั้งเมืองอื่นๆ ใกล้เคียง ที่แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม แหล่งอาบน้ำ้แร่แบบดั้งเดิมญี่ปุ่น ที่ เมืองเบบปุ พลาดไม่ได้ที่ต้องไปเยือน

ฤดูกาลไหนที่น่าเที่ยว

https://noomsao.com/เจแปนแอลป์.html

จะหาซื้อทัวร์ญี่ปุ่นที่ไหนดี

[TourLists id=”4″]

นครวัด ความอัศจรรย์แห่งเมืองเสียมเรียบ

Angkor wat นครวัด นครธม
นครวัด เป็นศาสนสถานตั้งอยู่ในเมืองพระนคร จังหวัดเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา สร้างในรัชสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 12 โดยเป็นศาสนสถานประจำพระนครของพระองค์ ตัวเทวสถานได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี จนเป็นศูนย์กลางทางศาสนาที่สำคัญเพียงแห่งเดียวที่ยังเหลือรอดมาจนถึงปัจจุบันนับตั้งแต่ก่อสร้างแล้วเสร็จ

กัมพูชาหรือเขมรได้รับการขนานนามว่า ดินแดนแห่งความมหัศจรรย์  ถือว่าเหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับประเทศที่มีแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์อันล้ำค่ามากมาย ซึ่งสถานที่แรกที่ทุกคนนึกถึงและรู้จักคงหนีไม่พ้น นครวัด  ตั้งอยู่ห่างจากเมืองเสียมเรียบเพียง 15 นาที

5409210101

เสียมเรียบ เป็นจังหวัดทางภาคเหนือของกัมพูชา ที่ชาวต่างชาติเดินทางมาเยือนอยู่เป็นประจำและเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ชื่อ “เสียบเรียบ” มีที่มาจากการทำสงครามกับไทยในสมัยอดีต ช่วงต้นยุค 1900 จังหวัดแห่งนี้ดึงดูดบรรดานักท่องเที่ยว ทั้งเหล่าผู้มั่งคั่งและบรรดาคนดัง ให้แวะเวียนมาดื่มด่ำกับความงดงามของ นครวัดในละแวกใกล้เคียง แต่ก็เกิดความเปลี่ยนแปลงในยุค 1970 เมื่อเขมรแดงขึ้นมามีอำนาจปกครองประเทศ อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ช่วงปลายยุค 1990 เป็นต้นมา กัมพูชาได้ลงมือฟื้นฟู อุตสาหกรรมท่องเที่ยวขนานใหญ่ และส่งผลให้นักท่องเที่ยวกลับมาที่เสียมเรียบอีกครั้ง เพื่อชื่นชมโบราณสถานซึ่งควรจะได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่

imagesKH0003HPT1-0-1402027549

นครวัดมีความสำคัญต่อกัมพูชา เหมือนเช่นที่ พีระมิดมีความสำคัญต่ออียิปต์ และ เพตรามีความสำคัญต่อจอร์แดน นี่คือสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่มีสถาปัตยกรรมอันน่าตื่นตาตื่นใจ พร้อมด้วยรัศมีของความยิ่งใหญ่ และความประณีตงดงามพอๆ กับสิ่งก่อสร้างสมัยโบราณในกรีซและกรุงโรม แรกเริ่มเดิมที นครวัดได้รับการสร้างขึ้นในสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ในช่วงต้นทศวรรษที่ 12 เพื่อบูชาแด่พระวิษณุ การก่อสร้างดังกล่าวต้องใช้หินทรายขนาดมหึมา โดยบรรทุกลงเรือข้ามแม่น้ำเสียมเรียบเป็นระยะทาง 25 ไมล์เพื่อนำมาแกะสลักอย่างวิจิตร แต่ภายหลัง ได้รับความเสียหายหลังจากพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 สิ้นพระชนม์ในการทำสงครามกับประเทศเพื่อนบ้าน ต่อมาในช่วงปลายศตวรรษที่ 13 พระเจ้าชัยวรมันได้ดำเนินการบูรณะ และเปลี่ยนให้กลายเป็นวัดสำหรับศาสนาพุทธนิกายมหายาน ซึ่งสืบสานต่อมาจนถึงยุคปัจจุบัน

เวลาที่เหมาะที่สุดในการเดินทางมาชมนครวัด คือ ในยามรุ่งสาง หรือไม่ก็ช่วงพลบค่ำ เพราะภาพดวงตะวันฉายแสงแรกแย้ม หรือ ภาพพระอาทิตย์อัสดงจะเพิ่มความประทับใจอันตราตรึงให้ติดอยู่ในความทรงจำของแขกผู้มาเยือน นอกจากนี้ นครวัดยังมีขนาดใหญ่โตโอฬาร จนว่ากันว่าต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งวันเต็มๆ (หรือสองวัน) ในการเดินชมทุกสิ่งทุกอย่างให้ถ้วนทั่ว

เหมือนเช่นที่กล่าวไว้ในตอนต้นว่า… เสียมเรียบกำลังได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่ต้องกังวลเรื่องการขาดแคลนสถานที่พัก เนื่องจากมีโรงแรมตั้งแต่ระดับ 1 ถึง 5 ดาวไว้รองรับแขกผู้มาเยือนทุกระดับ ไม่เพียงเท่านั้น เมืองเล็กๆ แห่งนี้ยังเต็มไปด้วยตลาดและร้านขายอาหารมากมาย พร้อมด้วยสถาปัตยกรรมคลาสสิคสไตล์ฝรั่งเศสที่ผสมผสานเข้ากับการตกแต่งแบบเขมรได้อย่างลงตัว ส่วนการเดินทางไปเสียมเรียบนั้น ก็สะดวกง่ายดาย เพียงนั่งเครื่องบินไปลงที่สนามบินนานาชาติ แต่สำหรับคนที่อยากจะประหยัดเงินในกระเป๋า ก็สามารถนั่งรถบัส หรือรถแท็กซี่ผ่านด่านปอยเปตเข้ามาโดยใช้เวลาเพียงสองชั่วโมง แถมไม่ต้องกลัวเรื่องถนนขรุขระอีกต่อไป เพราะได้รับการปรับปรุงซ่อมแซมจนอยู่ในสภาพดีเป็นที่เรียบร้อย เอาเป็นว่า หากใครอยากจะไปชมความสวยงามของสิ่งก่อสร้างฝีมือมนุษย์อันสุดแสนวิจิตรอลังการในราคาที่ไม่แพงจนเกินไป เสียบเรียบก็นับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่จะเติมเต็มความคาดหวังของคุณได้อย่างแน่นอน

สุดยอดรีสอร์ทอนุรักษ์ธรรมชาติในเอเซีย

สุดยอดรีสอร์ทอนุรักษ์ธรรมชาติของเอเชีย


เดอะ ท้องทราย เบย์, เกาะสมุย, ประเทศไทย
34_20091113114836. รีสอร์ทซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับหาดเฉวงแห่งนี้ได้ริเริ่ม “โครงการสีเขียว” เพื่อเป็นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เช่น การจัดการน้ำเสีย การ รีไซเคิล และการประหยัดพลังงาน นอกจากนี้ ท้องทราย เบย์ รีสอร์ท ยังได้ให้ความช่วยเหลือชุมชนท้องถิ่นด้วยการก่อตั้ง  “โรงเรียนรักษ์สมุย” และร่วมมือกับโรงแรมอีกหลายเพื่อรักษาความงดงามของเกาะสมุยไว้ให้แก่ชนรุ่นหลังสืบต่อไป

 

 

อลิลา อูบุด และอลิลา แมงกิส, เกาะบาหลี, อินโดนีเซีย
alila_ubud_baliรีสอร์ทที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทั้งสองแห่งบนเกาะบาหลีนี้ติดอับดับท็อปเท็นโรงแรมรักธรรมชาติของอโกด้าในปี 2550 โดยทั้งคู่มีนโยบายที่จะลดผลกระทบในแง่ลบที่มีต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังมีกิจกรรมส่งเสริมการอนุรักษ์ธรรมชาติหลากหลากหลายชนิด เช่น การเดินป่า การขี่จักรยาน และชั้นเรียนสอนทำอาหาร รวมถึงมุ่งมั่นที่จะให้ความรู้แก่แขกผู้เข้าพักเกี่ยวกับขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมของชาวบาหลี

 


โซฟิเทล อังกอร์ โภคีธรา กอล์ฟ แอนด์ สปา รีสอร์ท
, กัมพูชา
Sofitel-2-520x348โซฟิเทล อังกอร์ โภคีธรา กอล์ฟ แอนด์ สปา รีสอร์ท เป็นรีสอร์ทแห่งดียวในกัมพูชาที่เคยได้รับรางวัล “เอเชี่ยน เอเนอร์จี้ อวอร์ด” จากการให้ความร่วมมือกับองค์กรอิสระ Agrisud ในการต่อสู้และขจัดความยากจนให้หมดไปจาก เสียมเรียบ โดยโซฟิเทลได้สนับสนุนผลิตภัณฑ์จากเกษตรกรท้องถิ่นและจ้างแรงงานจำนวนหลายร้อยคน

 

 

 

เอล นิโด รีสอร์ท, เกาะมินิลอค, ฟิลิปปินส์

resort4เอล นิโด รีสอร์ท ลดปริมาณของเสียที่จะก่อให้เกิดมลภาวะแก่หมู่แมกไม้และป่าโกงกางที่อยู่รอบๆ ด้วยการรีไซเคิลและอนุรักษ์พลังงานผ่านการใช้หลอดฟลูโอเรสเซนท์ นอกเหนือจากนั้น รีสอร์ทแห่งนี้ยังได้จับมือร่วมกับองค์กรท้องถิ่นในการทำความสะอาดชายฝั่งและเฝ้าระวังระบบนิเวศน์ รวมทั้งพนักงานของรีสอร์ททุกคนยังต้องเข้าร่วมในการฝึกอบรมสัมมนาที่มีชื่อว่า “Be G.R.E.E.N.” (Guard, Respect, Educate El Nido) เป็นเวลา 5 วัน


เดอะ ฟรานจิพานี่ ลังกาวี รีสอร์ท แอนด์ สปา
, มาเลเซีย
67d96d458abdef21792e6d8e590244e7เดอะ ฟรานจิพานี่ ลังกาวี ได้นำแนวทางอนุรักษ์ธรรมชาติหลากหลายแนวทางมาประยุกต์ใช้เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้เหลือน้อยที่สุด โดยรีสอร์ทแห่งนี้มีนโยบายที่จะลดการบริโภค บริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ใช้ผงซักฟอกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และกรองน้ำทิ้งให้สะอาดด้วยระบบบำบัดน้ำเสีย

 

 

บันยันทรี, เกาะบินตัง, อินโดนีเซีย
photo_viewรีสอร์ทหรูหราแห่งนี้ได้รับการออกแบบและวางแนวคิดเพื่อปกป้องและรักษาป่าเขตร้อนบริเวณรอบๆ ซึ่งอุดมไปด้วยต้นไม้อายุตั้งแต่ 50-100 ปี ไม่เพียงเท่านั้น บันยันทรี บินตัง ยังให้การสนับสนุนการพัฒนาของชาวบ้านและการอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นผ่านเครือข่ายหมู่บ้านและพันธมิตรกว่า 40 แห่งในภูมิภาคดังกล่าว

 

 


โฮเต็ล เดอ ลา เปย์
, กัมพูชา
62882_090430181600928486โรงแรมหรูแห่งนี้ให้ความช่วยเหลือทางด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานแก่ชาวท้องถิ่นและสนับสนุนนกิจกรรมหลากหลายประเภทที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน เช่น การจัดตั้งศูนย์เย็บปักถักร้อย ซึ่งให้การฝึกอบรมด้านทักษะและความรู้แก่หญิงชาวเขมรที่พิการ รวมถึงการมอบโอกาสให้ผู้เข้าพักได้มีส่วนร่วมในการมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียน หรือบริจาคจักรยาน บ่อน้ำ และหมูแก่ครอบครัวที่กำลังต้องการสิ่งของเหล่านี้

 

 


เดอะ ออร์คิด โฮเต็ล
, มุมไบ, อินเดีย 
186939_15051912100027588983เดอะ ออร์คิดถือเป็นโรงแรมในเอเชียแห่งแรกที่ได้ประกาศนียบัตร ECOTEL? อีกทั้งยังชนะเลิศรางวัลมาแล้วมากกว่า 61 รางวัลตลอดช่วงระยะเวลา 11 ปีที่เปิดให้บริการ โรงแรมแห่งนี้มีถังที่ใช้สำหรับเลี้ยงฟาร์มไส้เดือน 9 ถัง นอกเหนือจากนั้น ยังมีโรงบำบัดน้ำเสียและปุ่มสีเขียวพิเศษสำหรับให้ลูกค้ากดเพื่อเพิ่มอุณหภูมิภายในห้องขึ้น 2 องศาเซลเซียสเพื่อเป็นการลดการบริโภคพลังงาน

 

 


โซนีวา ฟูชิ บาย ซิกซ์เซ้นส์เซส
, มัลดีฟส์ 

5307101204โซนีวา ฟูชิได้ริเริ่มโครงการสีเขียวไว้มากมาย เช่น โครงการปลูกต้นไม้ การรณรงค์ให้งดรับประทานหูฉลาม และแผนงานลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในประเทศอินเดียโดยหันมาใช้กังหันลม ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีนักชีววิทยาทางทะเลประจำการอยู่ที่รีสอร์ทคอยให้ความรู้แก่แขกผู้เข้าพักและดำลงไปสำรวจใต้มหาสมุทร ที่สำคัญ รีสอร์ทแห่งนี้ยึดถือหลักการสำคัญไว้ข้อหนึ่ง คือ การท่องเที่ยวซึ่งเน้นในด้านกิจกรรมสบายๆ ไม่เร่งรีบ เช่น การเดินชมธรรมชาติ การดูดาว และกีฬาทางน้ำที่ไม่ใช้เครื่องยนต์

 


คิงฟิชเชอร์ เบย์ แอนด์ วิลเลจ เฟรเซอร์ ไอส์แลนด์
, ออสเตรเลีย

3238_15061813200029899220คิงฟิชเชอร์เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 1992 และได้รับรางวัลมาแล้วมากมายในด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยได้ก่อตั้งศูนย์วิจัยและศึกษาไว้คอยจับตามองสภาพแวดล้อมของเกาะอย่างใกล้ชิด รวมถึงจัดอีโค่ ทัวร์ให้ความรู้แก่ ผู้เข้าพักตั้งแต่ในเรื่องป่าโกงกางไปจนถึงวัฒนธรรมของชาวอะบอริจิน รีสอร์ทแหงนี้ยังมีฟาร์มไส้เดือนเพื่อหมักของเสียให้กลายเป็นปุ๋ยและนำกลับมาใช้กับสวนสมุนไพร

 

เที่ยวเกาหลีใต้

เที่ยวเกาหลีใต้

capture-20151021-122852 capture-20150622-150619 n seoul tower-111258 seoraksan 093602

อัน-ยอง-ฮา-เซ-โย อ่าว!! ภาษาอะไรคะ ทักทายแบบนี้คงไม่มีใครเดาผิดใช่มั้ยคะ เพราะเราค่อนข้าคุ้นหูกันดี นั้นก็คือ ภาษาเกาหลีใต้นั้นเอง มีใครที่ไม่รู้จักประเทศนี้บ้าง…?? อื้ม..เราว่าคงไม่มีใครไม่รู้จักประเทศเกาหลีอย่างแน่นอนเพราะสมัยนี้ อะไรๆก็ เกาหลี ขอยกตัวอย่างง่ายๆเลย เช่น เครื่องสำอางก็ต้องเกาหลี,เสื้อผ้าก็ต้องเกาหลี,แล้วที่สำคัญ ที่บ้านเราติดกันงอมแงมก็คงหนีไม่พ้น ซีรีส์เกาหลี กับ ไอดอลนักร้องเกาหลีที่มี หนุ่มๆ หรือ สาวๆ จำนวนมากๆมาร้องและเต้นประกอบเพลงนั้นเอง จนทำให้หนุ่มๆสาวๆบ้านเราคลั่งไคล้สะจนทั่วบ้านทั่วเมือง งั้นเรามาดูดีกว่าเกาหลีใต้นั้นมีอะไรน่าสนใจมั้งนอกจาก ซีรีส์เกาหลี,เครื่องสำอาง,และ ไอดอลสวยๆหล่อๆ ใครที่เคยดูซีรีส์เกาหลี อาจจะคุ้นเคยกับบางสถานที่ เช่น เกาะนามิ,เกาะเซจู,พระราชวังเคียงบ็อกคุง,หรือสถานที่ฮอตฮิตของคู่รักอย่าง โซลทาวเวอร์ ก่อนอื่นเราต้องรู้ข้อมูลเล็กๆน้อยๆกันก่อนออกเดินทาง
การเดินทางเข้าประเทศเกาหลี : การเดินทางเข้าประเทศเกาหลีนั้นไม่ต้องใช้วีซ่า ใช่แค่หนังสื่อเดินทางก็ได้แล้ว
ข้อควรกังวล : พอถึงด่านตรวจเข้าเมือง หรือว่า ตม. เค้าจะพิจารณาอีกทีว่าจะให้เราเข้าไปหรือเปล่า ถ้าให้ เราก็สามารถเที่ยวได้ตามแผนที่วางไว้ แต่ถ้าไม่ อันนี้ก็ถือว่าเป็นโชคร้ายของเรา
ฤดูกาล : สิ่งแรกก่อนที่เราจะไปเที่ยวที่ไหนหรือต่างประเทศ เราต้องรู้ถึงฤดูกาลของประเทศนั้นก่อนเพราะถ้าไม่ศึกษาเรื่องฤดูกาลให้ดีนั้นอาจทำทริปที่เราเดินทางหมดสนุกไปเลย เพราะเราอาจเจอกับสิ่งที่ตรงข้ามกับสิ่งที่ได้วาดฝันไว้งั้นเรามาดูกันว่าประเทศเกาหลีมีกี่ฤดู
ประเทศเกาหลีใต้นั้นมีสภาพอากาศอยู่ในเขตอบอุ่น และมีฤดูกาลหรือในภาษาเกาหลีที่เรียกว่า “คเยจอ ทั้งหมด 4 ฤดู ได้แก่ ฤดูหนาว (Winter), ฤดูใบไม้ผลิ (Spring), ฤดูร้อน (Summer) และฤดูใบไม้ร่วง (Autumn / Fall)

ฤดูหนาว – คยออุล ช่วงเวลา ธันวาคม – กุมภาพันธ์
อุณหภูมิ อุณหภูมิเฉลี่ย -5 องศาเซลเซียส และอาจต่ำสุดถึง – 20 องศาเซลเซียส ในช่วงที่หนาวจัดสภาพอากาศ อากาศหนาวเย็นและแห้ง บางครั้งมีฝนหรือหิมะตก และจะมีช่วงวันที่อากาศหนาวจัดสลับกับวันที่อากาศอุ่นสบาย 3 -4 วัน

 

ฤดูใบไม้ผลิ – พม ช่วงเวลา มีนาคม – พฤษภาคม
อุณหภูมิ อุณหภูมิเฉลี่ย 6 -16 องศาเซลเซียสสภาพอากาศ ปลายเดือนมีนาคมหรือต้นเดือนเมษายน ต้นไม้จะผลิใบสะพรั่งเต็มต้น ช่วงกลางเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม แสงแดดสดใสตลอดทั้งวัน
ฤดูร้อน – ยอรึม ช่วงเวลา มิถุนายน – สิงหาคม อุณหภูมิ อุณหภูมิเฉลี่ย 25 องศาเซลเซียส และอาจถึง 35 – 38 องศาเซลเซียส ในช่วงที่ร้อนจัดสภาพอากาศ อากาศร้อน และมีฝนตกบ้าง ต้นไม้เขียวชะอุ่ม ฤดูมรสุมจะเริ่มขึ้นในปลายเดือนมิถุนายน จนถึงช่วงกลางหรือปลายเดือนกรกฎาคม และในเดือนสิงหาคมอากาศจะร้อนจัดและชื้นมาก

ฤดูใบไม้ร่วง – คาอึล ช่วงเวลา กันยายน – พฤศจิกายน
อุณหภูมิ อุณหภูมิเฉลี่ย 5-25 องศาเซลเซียส สภาพอากาศ อากาศสดชื่น ท้องฟ้าโปร่ง เป็นสีคราม และในเดือนตุลาคมทั่วประเทศจะมีสีสันสดใสด้วยใบไม้ ที่เปลี่ยนเป็นสีทองและสีแดงเต็มต้น ถือเป็นช่วงที่เหมาะกับการท่องเที่ยวมากที่สุด
คำถาม : เที่ยวฤดูไหนดี ??
คำตอบ : เที่ยวได้ทุกฤดูคะ แล้วแต่ความชอบ และอยู่มันนี่ในกระเป๋าของคุณด้วยนั้นเอง

เวลา : เวลาในประเทศเกาหลีใต้ เร็วกว่าประเทศไทย 2 ชั่วโมง
สกุลเงินเกาหลี : สกุลเงินที่ใช้ในเกาหลี คือ สกุลเงินวอน / 1,000 วอน แลกเงินไทยได้ประมาณ 28-30 บาท แต่เพื่อความแน่ใจควรตรวจสอบค่าเงินก่อนออกเดินทางให้ดีเพื่อความแน่ใจส่วนเรื่องบัตรเครดิต เช่น วีซ่า อเมริกันเอ๊กซ์เพลส ไดเนอร์คลับ มาสเตอร์ และเจซีบี สามารถใช้ได้ตาม โรงแรมใหญ่ภัตตาคารใหญ่ ๆ และตามร้านค้าบางแห่งในกรณีที่ต้องการซื้อสินค้า
ข้อแนะนำ : ควรจะอนุมัติวงเงินจากบัตรเครดิตธนาคารต้นสังกัด เพื่อความสะดวกในการใช้จ่าย สำคัญคือ ควรเตรียมเงิน วอน หรือ เงินดอลล่าร์สหรัฐ ไปด้วยเพื่อความสะดวกในการซื้อของเล็กๆ น้อยๆ ตามร้านขายของทั่วไปจะดีกว่า เพราะสินค้าพื้นเมืองบางอย่าง นั้นตามร้านขายของพื้นเมืองจะมีราคาถูกกว่าร้านค้าขนาดใหญ่ที่รับบัตรเครดิตนั้นเอง
การจัดกระเป๋าเดินทางและการเตรียม เสื้อผ้า ไปเกาหลี : เสื้อผ้าที่เตรียมควรเหมาะสำหรับเดินทางและควรเหมาะกับสภาพภูมิอากาศในแต่ละฤดูกาลที่คุณจะเดินทางไปเที่ยวด้วย
กระแสไฟฟ้าในเกาหลี : กระแสไฟฟ้าที่ใช้ในประเทศเกาหลีอยู่ที่ 110, 220 โวลต์ บางโรงแรมที่เกาหลีใช้ระบบเดียวกับไทย เพื่อความมั่นใจแนะนำว่าควรเตรียมตัวแปลงปลั๊กเต้าเสียบแบบสามขาไปด้วย เนื่องจากที่เกาหลีส่วนใหญ่จะใช้เต้าเสียบแบบหัวกลม แต่ประเทศไทยใช้แบบหัวเหลี่ยมแต่เพื่อความชัวร์เรา เตรียมปลั๊กจากบ้านเราไปด้วยจะดีกว่า
อาหารเกาหลี : โดยส่วนมากอาหารของเกาหลีจะเป็นอาหารท้องถิ่น เช่น หมูย่างเกาหลี ไก่ตุ๋นโสมเกาหลี เกาหลีมีวัฒนธรรมในการรับประทานอาหาร ซึ่งจะนิยมอาหารชนิดเดียว แต่จะมีเครื่องเคียงเป็น ผักต่างๆหรือเครื่องเคียงอย่างอื่น เช่น กิมจิ ผัดผักหรือผักนึ่ง ผักผัดซอส มาด้วย เราสามารถเตรียมอาหารที่เราชอบติดตัวไปรับประทานได้เพราะเราเชื่อว่า ยังไงสะอาหารบ้านเราก็ต้องถูกบ้านเรามากกว่า แต่ถ้าหากเป็นอาหารสั่งเองตามร้านทั่วไปก็จะมีหลากหลายพันอย่างลองแวะชิมดู เพราะเกาหลีจะมีร้านอาหารที่เปิดอยู่ตามข้างทางเยอะพอสมควร
ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวเรามาดูดีกว่าว่าประเทศเกาหลีนั้นมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าไปแล้วจะมีที่ไหนกันบ้าง สถานที่บางแห่งเราอาจเห็นจาก หนัง หรือ ซีรีส์เกาหลีแล้วบ้าง บางคนอาจคุ้นๆว่าคือที่ไหนแต่ไม่รู้ชื่อ งั้นเรามาดูกันคะว่ามีที่ไหนบ้าง

เกาะนามิ

Nami Island095339 capture-20150518-085133 nami autumn Island104154 capture-20150622-150619 capture-20150622-151151

 

คุณสามารถไปเที่ยวเกาะนามิได้ทั้งปี ซึ่งบรรยากาศในการท่องเที่ยวจะมีความแตกต่างกันไปตามฤดูกาล เช่น

ช่วงพฤษภาคม – สิงหาคม เป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิถึงฤดูร้อน อากาศกำลังสบาย ต้นไม้ผลิใบและดอกไม้เบ่งบานสดชื่น

ช่วงตุลาคม – พฤศจิกายน ช่วงฤดูใบไม้ร่วง ถือเป็นช่วงไฮซีซั่นของที่นี่ เพราะต้นไม้ใบไม้กำลังเปลี่ยนสีเป็นสีส้มและสีเหลืองเกือบทั่วทั้งเกาะ

ช่วงธันวาคม – กุมภาพันธ์ เป็นช่วงฤดูหนาว คุณจะได้เห็นภาพหิมะขาวสะอาดปกคลุมไปทั่วเกาะ เป็นอีกบรรยากาศหนึ่งที่น่าประทับใจ
ไม่มีใครไม่รู้จักเกาะแห่งนี้เพราะว่า เป็นเกาะที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงมาก เพราะที่เกาะนามิแห่งนี้เป็นสถานที่ถ่ายทำซีรีส์ชื่อดังอย่าง winter love song หรือ เพลงรักในสายลมหนาว ที่ทำให้ใครต่างรู้จักกับเกาะนามิแห่งนี้ดี ทำให้เหล่าคอซีรีส์รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างต้องเดินทางไปยังสถานที่แสนโรแมนติกเพื่อตามรอยซีรีส์นั้นเอง ภายในเกาะนามินั้นจะมีกิจกรรมต่างให้เราได้ทำหรือสนุกสนานไปกับกิจกรรมต่างอาทิเช่น
1.รูปปั้นคู่พระนางจากเรื่องเพลงรักในสายลมหนาว (Winter Sonata Statue) การถ่ายภาพกับรูปปั้นโลหะขนาดเท่าตัวจริงของดารา เบยองจุน (Bae Yong Joon) และ แชงจีอู (Choi Ji Woo) เป็นเสมือนสัญลักษณ์ของภาพยนต์เรื่องเพลงรักในสายลมหนาว และถือว่าเป็นจุดที่มีนักท่องเที่ยวแฟนคลับดาราเกาหลีมาถ่ายภาพมากที่สุดแห่งหนึ่งหรือจะเปลี่ยนบรรยากาศมาปั่นเรียวไบท์แทนก็ได้

2.ถนนสายต้นสนเกาหลี (Central Korean Pine Tree Lane) ที่ถนนสายนี้เราสามารถเก็บภาพกับทิวสนที่เรียงต้นเป็นแนวยาวสง่างามถือเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของเกาะนามิ สถานที่แห่งนี้ใช้เป็นสถานที่ใช้ถ่ายทำซีรีส์เรื่องเพลงรักในสายลมหนาวด้วยเช่นกัน เหมาะกับการเดินสูดบรรยากาศธรรมชาติ หรือเดินจูงมือคนรู้ใจไปพร้อมกับการถ่ายรูป

3.ถนนสายแปะก๊วย (Ginkgo Tree Lane) ชมความงามหรือเก็บภาพกับต้นแปะก๊วยที่เรียงแถวทอดตัวยาวกว่า 80 เมตร เป็นสถานที่ ที่

นักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายรูปมากที่สุดโดยเฉพาะในช่วงฤดูใบไม้ร่วง เพราะใบแปะก๊วยจะเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีเหลืองทองอร่าม รับรองว่ารูปถ่ายชุดนี้ของคุณในหน้าเฟสบุ๊คจะมีคนเข้ามากดไลค์เพียบอย่างแน่นอน
4.หมู่บ้านกิมจิ (Kimchi House) เป็นสิ่งก่อสร้างที่สร้างเลียนแบบกระท่อมแบบโบราณสำหรับหมักกิมจิตามกรรมวิธีโบราณของคนสมัยก่อน วิธีหมักคือ ฝังไหกิมจิลงในพื้นดินตลอดช่วงฤดูหนาว ทุกๆ ปีจะมีการจัดเทศกาลทำกิมจิขึ้นที่นี่ ซึ่งมักจะได้รับความนิยมและมีผู้เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก และนอกจากนี้เกาะมิแห่งนี้ยังมีกิจกรรมต่างให้เราได้ทำอีกเยอะ ถ้าอยากรู้ต้องไปดูซักครั้ง

อุทยานแห่งชาติโซรัคซาน ( Seoraksan National Park )

อุทยานแห่งชาติโซรัคซานมีอะไร?? มีหมีคะแต่เป็นรูปปั่นหมีนะคะ 😯  😯  😯 

Seoraksan National Park-112302 seoraksan 093602 capture-20151021-123830 capture-20151021-122852 capture-20151021-123217

ข้อแนะนำ : ควรไปช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีเพราะเราจะเพลิดเพลินไปกับการชมสีสันของใบไม้ในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี เป็นเวลาที่ดีที่สุดในการไปเที่ยวตามภูเขา เพราะจะเห็นความงดงามของธรรมชาติที่ใบไม้จะเต็มไปด้วยสีสันต่างๆ
อุทยานแห่งชาติโซรัคซาน หรือ สวิสเซอร์แลนด์ของเกาหลี เป็นอุทยานแห่งชาติที่มีขนาดใหญ่ เพราะมีเนื้อที่ ถึง 354 ตารางกิโลเมตร จัดได้ว่าเป็นแนวเขาที่สวยงามมากที่สุดแห่งหนึ่งในเกาหลีและมีดอกไม้บานสะพรั่งทั้งฤดูใบไม้ผลิ และช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีหุบเขาแห่งนี้จะเปลี่ยนเป็นสีแดงสีทองทั่วทั้งหุบเขา
การเดินทางไปยังอุทยานนั้นจะต้องนั่งกระเช้าไฟฟ้า สู่จุดชมวิวของอุทยานแห่งชาติเขาโซรัคซาน ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นภูเขาสี่ฤดู และสวิสเซอร์แลนด์ของเกาหลี เขาโซรัคตั้งอยู่ใจกลางภูเขา แทแบค ซึ่งทอดยาวไปถึง เขาคึมคัง ของประเทศเกาหลีเหนือ ซึ่งมีเทือกเขา ป่าไม้ หุบเขา สายน้ำ ทะเลสาบ และ หินรูปร่างต่างๆ ที่สวยงามทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติที่หาดูได้ยาก ภูเขาโซรัคซานมีความงามเฉพาะตัวตลอดทั้งปีอยู่แล้ว แต่ช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีจะเป็นช่วงที่สวยงามที่สุด นักท่องเที่ยวส่วนมากจะชอบเดินทางมายังอุทยานแห่งชาติเขาโซรัคซาน ในช่วงนี้ เพื่อชมความงามของใบไม้ที่เปลี่ยนเป็นสีต่างๆ ส่วนในช่วงเดือนตุลาคม ทั่วทั้งบริเวณนี้นั้นใบไม้จะกลายเป็นสีแดงและสีเหลือง
นอกจากนี้บริเวณโดยรอบของอุทยานแห่งชาติโซรัคซาน ยังมี วัดชินฮึงซา ( Sinheungsa Temple ) วัดเก่าแก่สร้างในสมัย อาณาจักรชิลล่าอายุกว่า1,000ปี ท่านสามารถนมัสการกราบไหว้พระพุทธรูปสัมฤทธิ์ปางสมาธิขนาดใหญ่ที่ประดิษฐานเป็นสัญลักษณ์ของอุทยาน ก่อนจะผ่านสะพานชำระล้างจิตใจเข้าสู่เขตวัดเพื่อไหว้พระขอพร ถัดไปเป็นวัดนักซาน วัดเก่าแก่อายุกว่า1,000ปี ไหว้เจ้าแม่กวนอิม ซึ่งมีขนาดมหึมาที่ประทับยืนเด่นเป็นสง่าหันหน้าสู่ทะเลตะวันออกเพื่อปกป้องชาวเกาหลีตามความเชื่อแต่โบราณ นอกจากนี้ยังสามารถชมวิวที่ศาลาอุยซางแด ซึ่งชาวเกาหลีนิยมมาชมแสงแรกของปีในวันขึ้นปีใหม่ที่ศาลาแห่งนี้กัน
คำถาม : มีรูปปั่นหมีแต่ทำไม ไม่มีหมีตัวเป็นๆ มันน่าสงสัย ??
คำตอบ : เฉลย มีตำนานเล่าว่าในสมัยก่อนนั้น มีหมีกับเสืออยากเป็นมนุษย์ เลยสวดภาวนาต่อเทพทุกองค์ จนกระทั่งได้มาขอพรต่อ เทพฮวานอุง และเทพฮวานอุงนั้นได้สัมผัสถึงความปราถนาอันแรงกล้าของหมีและเสือ จึงได้ประทานผักโขม และ กระเทียมแก่สัตว์ทั้งสองพร้อมทั้งสั่งให้สัตว์ทั้งสองนั้นต้องจำศีลอยู่ในถ้ำเป็นเวลา 100 วัน หากทำสำเร็จสัตว์ทั้งสองก็จะได้เป็นมนุษย์สมคำปรารถนาแต่เสือนั้นทำไม่ได้ ส่วนหมีมีความอดทนมากกว่าเลยได้เป็นมนุษย์ เพศหญิงนามว่าอุง-นยอ ซึ่งมีความงดงามมาก ต่อมา เทพฮวานอุงจึงแปลงกลายเป็นมนุษย์แล้วมาแต่งงานกับอุง-นยอเสียเอง จึงได้กำเนิดบุตรชายชื่อ ทันกุนวันกอม (Dangun Wanggeom) จนต่อมา ทันกุนวันกอม ได้เป็นผู้สถาปนาอาณาจักรโคโชซอนขึ้น (Gojoseon) ซึ่งถือว่าเป็นอาณาจักรเริ่มแรกของเกาหลีนั่นเอง ดังนั้น ชาวเกาหลีจึงเชื่อว่า หมีเป็นต้นกำเนิดของพวกเค้า และได้สร้างอนุสาวรีย์หมีไว้ที่ โซรัคซานแห่งนี้นั้นเอง

วัดพงเอินซา (Pongunsa Temple)
แต่เดิมมีชื่อว่าวัดเคียงซองซา (Gyeonseongsa) สร้างขึ้นหลังจากที่กษัตริย์วองซอง(Weongseong) ขึ้นครองราชย์ในราชวงศ์ชิลลา (ค.ศ.794) ได้ 10 ปี วัดพงเอินซานั้นตั้งอยู่ที่เชิงเขาซูโด(sudo) ที่อยู่ทางทิศใต้ของกรุงโซลเป็นหนึ่งในวัดของพระพุทธศาสนาแบบดั้งเดิมที่มีอายุเก่าแก่กว่า 1,200 ปี
ในปี ค.ศ.1498 สมเด็จพระราชินี (Jeonghyeon) ได้สั่งให้มีการฟื้นฟูบูรณะวัดเคียงซองซาและเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นวัดพงเอินซา ต่อมาในปี ค.ศ. 1548 สมเด็จพระราชินี ( Munjong)ได้กำหนดให้วัดแห่งนี้เป็นวัดหลักของพระพุทธศาสนานิกาย Seon (Zen) และมอบตำแหน่งเจ้าอาวาสให้กับ Bowoo ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยสมเด็จพระราชินี Munjong ทำการฟื้นฟูและบำรุงพระพุทธศาสนาหลังจากที่มีการกดขี่ข่มแหงของราชวงศ์โชซอน
ภายในวัดแห่งนี้นั้นมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่สุดในเกาหลีประดิษฐานอยู่ เป็นพระพุทธรูปที่แกะสลักด้วยหินอ่อนสูง 32 เมตร บริเวณลานด้านหน้าของพระพุทธรูปเป็นลานที่ใช้จัดพิธีกรรมที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา ซึ่งลานนี้จะเต็มไปด้วยผู้ที่มากราบไหว้บูชาพระพุทธรูป และในวันก่อนวันขึ้นปีใหม่ของทุกๆปีจะมีการนำโคมไฟมาประดับเป็นจำนวนมากและมีพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาเพื่อความเป็นสิริมงคลก่อนเริ่มต้นปีใหม่นั้นเอง

 

พระราชวังเคียงบกกุง (Gyeongbokgung Palace)
พระราชวังเคียงบกกุง (Gyeongbokgung Palace) ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1395 เพื่อเป็นพระราชวังหลักของราชวงศ์โชซอน (ค.ศ. 1392 – ค.ศ. 1910) อันเป็นราชวงศ์ที่สถาปนาขึ้นโดยกษัตริย์แทโจ ในช่วงรัชสมัยของราชวงศ์โชซอน โดยพระองค์ได้ทรงสร้างพระราชวังไว้ถึง 5 แห่ง พระราชวังเคียงบกกุง (Gyeongbokgung Palace) นั้นมีอีกชื่อที่เป็นที่รู้จักทั่วไป คือ “พระราชวังภาคเหนือ”เนื่องจากอยู่ในทิศเหนือสุดในบรรดาพระราชวังทั้ง 5 แห่ง
และยังถือว่าเป็นพระราชวังที่สวยงามและยิ่งใหญ่ที่สุด นอกจากการเดินเยี่ยมชมประติมากรรมร่วมสมัยแล้ว เรายังสามารถชมพิธีการเปลี่ยนเวรราชองค์รักษ์อีกด้วย พิธีนี้เป็นพิธีเปลี่ยนเวรของราชองค์รักษ์ในราชวงศ์โชซอน โดยจะจัดขึ้นทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศด้วย ส่วนช่วงที่จะเปลี่ยนเวรนั้น คือ ช่วงเวลา 11.00 น. 14.00 น. และ 15.30 น. ที่ ประตูควางฮวามุน ประตูแทฮันมุน และประตูดนฮวามุน
ข้อแนะนำ : ช่วงเดือน มีนาคม-ตุลาคม 9:00 – 18:00 (โปรดเข้าชมก่อนเวลาปิด 1 ชั่วโมง)
ช่วงเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ 9:00 – 17:00 (โปรดเข้าชมก่อนเวลาปิด 1 ชั่วโมง)
ปิดทำการทุกวันอังคาร

คลองชองกเยชอน (Cheonggyecheon Stream)
คลองชองกเยชอน (Cheonggyecheon Stream เป็นคลองที่มีความยาวเกือบ 6 กิโลเมตร คลองนี้แห่งมีขึ้นตั้งแต่สมัยราชวงศ์โชซอน และมีอายุถึง 600 ปี เปรียบเทียบคือมีอายุเท่ากับกรุงโซลนั้นเอง แต่เดิมคลองแห่งนี้ถูกถมเป็นถนนและทางด่วนทำให้เกิดตึกสูงมากมาย ทำให้คลองชองเกชอน นั้นเริ่มเน่าเสีย และเต็มไปด้วยชุมชนแออัด
แต่ในปี 2003 ได้มีโครงการฟื้นฟูคลองเกิดขึ้น เริ่มโดยผู้ว่าการกรุงโซล อีมยองบัค โดยมีการขุดลอกคูคลองแล้วเปลี่ยนเป็นคลองที่มีลำธารไหลยาว โดยผันน้ำมาจากแม่น้ำฮัน แล้วปล่อยน้ำเสียลงทะเล พร้อมกับฟื้นฟูธรรมชาติสองฝั่งคลอง ปรับเปลี่ยนทัศนียภาพใหม่ให้สวยงาม พร้อมมีการสร้างน้ำพุตลอดแนว และมีลานกิจกรรม หรือบริเวณที่เรียกว่า Cheonggye Plaza ก็มีทางเดินเลียบคลอง และสะพานกว่า 22 แห่ง ใช้งบประมาณไปทั้งหมด 3 แสน 8 หมื่นล้านวอน หรือราวๆ หนึ่งหมื่นสองพันล้านบาท และทำให้ที่นี้กลายเป็นสวรรค์ของความงามของธรรมชาติท่ามกลางความวุ่นวายของสังคมชีวิตในเมือง แถมที่นี้ยังแหล่งพักผ่อนหย่อนใจของชาวเกาหลี

ต่อเราจะเยือนสถานที่โรแมนติก เหมาะสำหรับคนที่มีคู่ ทายได้มั้ยว่าคือที่ไหน ?? นั้นก็คือ 😳  😳  😳  💡 

Lotte World Adventure20150622-154123 Lotte World Adventure20150622-153852 n seoul tower-111258 capture-20151021-124108

โซลทาวเวอร์ หรือ (N-Seoul Tower)
โซลทาวเวอร์ หรือ (N-Seoul Tower) โซลทาวเวอร์นั้นถือว่าเป็นจุดชมวิวของกรุงโซล ที่เปรียบเสมือนว่าเป็นแลนมาร์คที่สำคัญที่ใครๆไปใครๆมาเที่ยวที่กรุงโซลจะต้องแวะมาเที่ยวที่นี่ เพราะด้วยความสูง 236.7 เมตร และตั้งอยู่บนยอดเขานัมซาน ทำเห็นทัศนียภาพอันงดงามของกรุงโซลและพื้นที่โดยรอบ ที่โซลทาวเวอร์นั้นไม่ใช่แค่เป็นจุดชมวิวเท่านั้น แต่ยังเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่สุดแสนจะโรแมนติก เพราะไม่ว่าจะเป็นยามกลางวันหรือกลางคืน และไม่ว่าจะฤดูไหนๆ ที่นี่ยังคงได้รับความนิยมเสมอมา ทั้งจากนักท่องเที่ยว และคู่รักชาวเกาหลี เพราะบรรดาคู่รักมักนิยมมาคล้องกุญแจ เพราะเชื่อว่าจะทำให้ความของตัวเองนั้นยืนยาว

แม่น้ำฮัน (Miracle on the Han River)
แม่น้ำฮันนั้นเป็นแม่น้ำที่มีความยาว 41.5 กิโลเมตร และกว้าง 175 เมตร และยังมีสะพานข้ามแม่น้ำที่เชื่อมฝั่งเหนือและใต้มากถึงเกือบๆ 20 สะพาน รวมถึงสะพานพันโพ เป็นสะพานที่มีการจัดแสดงน้ำพุสีรุ้ง หากเราจะเดินเล่นชมวิวแม่น้ำฮัน ก็มีสวนสาธารณะริมแม่น้ำฮันหลายที่ด้วยกัน แต่ที่นิยมที่สุดก็เห็นจะเป็นที่นี่ Yeouido Hangang Park บริเวณของ ยออึยโดพาร์ค นั้นจะเป็นแนวยาวตั้งแต่ อาคารรัฐสภา (The National Assembly Building) ที่อยู่ฝั่งตะวันตก มาจนถึงตึก 63 (63 Building) ที่อยู่ฝั่งตะวันออก ถ้าใครมีเวลามากและยังไม่เมื่อยไปเสียก่อน ก็สามารถเดินจากฝั่งตะวันตกมายังตะวันออกได้เช่นกัน หรือจะเลือกชมวิวแค่ฝั่งใดฝั่งหนึ่งก็ได้
ที่บริเวณถนนหน้าอาคารรัฐสภา ตลอดทั้งแนว ถ้าเราเดินทางมาช่วงเดือนเมษายน ละก็จะพบกับดอกซากุระบานที่สะพรั่งสวยงาม บริเวณนี้คือจุดชมซากุระที่สำคัญในกรุงโซล และเป็นสถานที่จัดงานเทศกาลดอกซากุระนั่นเอง (ดอกซากุระจะบานแค่ 1 สัปดาห์) นอกจากนี้ยังมีจักรยานให้เช่าด้วย เผื่อเวลาที่เราเหนื่อยกับการเดิน
จักรยานให้เช่าจะมี 2 แบบ คือแบบปั่นคนเดียวกับปั่นสองคน ถ้าจะเช่าจักรยานนั้นเราจะต้องใช้พาสปอร์ตเป็นตัวประกัน พอเอาจักรยานมาคืนก็จะได้พาสปอร์ตคืนกลับมา
ถ้ายังไม่สะใจหรือเบื่อกับการชมวิวแม่น้ำฮันละก็ เราขอเสนอว่าลองนั่งเรื่องชมก็ได้นะคะ เรือที่แล่นไปในแม่น้ำก็ถือว่าได้เปลี่ยนบรยาการไปอีกแบบ เพราะเราจะได้ชม ทั้งความสวยงามของสองฝั่งแม่น้ำฮัน
ราคาคอร์สสำหรับนั่งเรือ
– On-way Trip Cruise (แบบเที่ยวเดียว) เส้นทาง Yeouido-Jamsil ระยะเวลาล่องเรือ 70 นาที ราคา 13000 วอน
– Round Trip Cruise (แบบไป-กลับ) ระยะเวลาล่องเรือ 60 นาที ราคา 11000 วอน
หากต้องการชม Magic Show บนเรือด้วย จะราคา 14000 วอน
หากต้องการชม Live Concert บนเรือ จะราคา 15000 วอน
หรือหากต้องการชม Gag Show บนเรือ จะราคาตั้งแต่ 19000-35000 วอน (ราคาแล้วแต่ที่นั่ง) และจะใช้เวลาล่องเรือนานกว่าคือ 90 นาที
– Lunch/Dinner Buffet And Babecue Cruise (แบบไป-กลับพร้อมทานอาหาร)
Lunch Buffet ราคา 29900 วอน ระยะเวลาล่องเรือ 80 นาที
Dinner Buffet ราคา 60000 วอน ระยะเวลาล่องเรือ 90 นาที
Babecue ราคา 49900 วอน ระยะเวลาล่องเรือ 90 นาที

 

ราย

สวนสนุกล็อตเต้เวิลด์ ( Lotte World )
สวนสนุกล็อตเต้เวิลด์หรือที่เค้าเรียกสวนสนุกแห่งนี้ว่า ดีสนีย์แลนด์เกาหลี สวนสนุกแห่งนี้อยู่ในตัวเมือง สามารถเดินทางไปเที่ยวได้ง่ายเหมาะมากกับนักท่องเที่ยวที่มีเวลาน้อย และนอกจากเป็นสวนสนุกแล้ว ที่นี่ยังมีห้างสรรพสินค้า โรงภาพยนต์ และมีลานสเก็ตอยู่ใจกลางอีกด้วย เรียกได้ว่าครบจบทีเดียวเลยก็ว่าได้

เที่ยวจุใจแล้วเราเชื่อว่าใครที่มาถึงประเทศเกาหลีจะต้องไม่พลาดเรื่อง ช็อปปิ้งกันทั้งนั้นงั้นเรามาดูว่ามีที่ไหนน่าสนใจมาเริ่มที่แรกกันก่อนเลย เชื่อว่าหลายๆคนต้องร้อง อ้อ…. กันเลยเมื่อได้ยินชื่อเพราะถือว่าเป็นที่ฮอตฮิตมากๆ เพราะใครก็รู้จัก 😀  :mrgreen:  🙂  😆  😳  😉 

 

capture-20151021-124903 capture-20151021-124727 capture-20151021-125145 capture-20151021-124955

1.ย่านเมียงดง
ที่นี่ถือว่าเป็นศูนย์กลางของการค้าของเกาหลีเลยก็ว่าได้ เพราะที่นี้มีสินค้าแบรนด์เนมจากทั่วทุกมุมโลกมาเปิดตัว ซึ่งเมียงดงก็เป็นแหล่งช็อปปิ้งหลักๆที่เหล่าบรรดาแบรนด์เนมมักจะมาเปิดตัวสินค้ากันที่นี่ เพราะฉะนั้น ที่ย่านเมียงดง เราจะได้พบกับแบรนด์สินค้าดังๆเช่น H&M, Zara, Nike, Uniqlo และอีกมากมาย ยิ่งไปกว่านั้นคุณจะได้พบกับสินค้าแบรนด์ดังๆของเกาหลีเองที่นี่ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้เมียงดงยังเป็นที่ตั้งของห้างอันดับหนึ่งของกรุงโซลอย่าง Lotte Department store ซึ่งมีร้านค้ามากมายที่คุณสามารถซื้อแบบที่เขาเรียกว่า hands free (ซื้อที่นี่ รับของที่สนามบิน) โดยรวมแล้วที่เมียงดงคุณจะสัมผัสกับประสบการณ์การช็อปปิ้งที่ดีที่สุดในเกาหลีเลยก็ว่าได้
2.ย่านทงแดมุน
ทงแดมุนมีพื้นที่รวมทั้งหมด 66,116 ตารางเมตร และมีร้านค้ากว่า 1700 ร้านค้า มีผู้คนหมุนเวียนมาที่นี่กว่า 400,000 คนต่อวัน และเป็นนักท่องเที่ยวประมาณ 10,000 คน สินค้าที่นี่มีมากมายหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า สิ่งทอ งานฝีมือ ของใช้ในชีวิตประจำวัน เครื่องครัว เครื่องประดับ สินค้านำเข้า อาหาร หรือ สินค้าเบ็ดเตล็ด ไม่ใช่แค่แผงลอยเท่านั้น แต่ยังมีตึกอีกหลายตึก ที่มีร้านค้าอยู่ด้านในอีกนับพันค่อยให้เราเดินช็อปจนตาลายเลยทีเดียว
3.ย่านอัพกูจอง
อัพกูจองเป็นหนึ่งในย่านที่ถือรวยที่สุดในกรุงโซล และ ประเทศเกาหลีใต้เลยก็ว่าได้ ถ้าจะให้เปรียบก็อาจจะเป็น เอกมัยหรือทองหล่อบ้านเรานั้นเอง … ย่านอัพกูจองนั้น ส่วนมากจะมีแต่สินค้าแบรนด์ดังอย่าง Louis Vuitton, Prada, Channel ซึ่งผู้คนที่มาเดินเล่นที่นี่นั้นส่วนใหญ่จะเป็น คนมีฐานะและแฟชั่นนิสต้าชื่อดังของเกาหลี รวมถึงผู้คนที่ดูมีตัง นอกจากนั้นยังมีห้าง Galleria ซึ่งมีร้านแบรนด์สินค้าไฮเอ็นมากมายอยู่ในห้าง แต่ก็ใช่ว่าจะมีแต่ของแพง สินค้าราคาปานกลาง ไม่เว่อร์เกินไป ก็มีขายกันอยู่มากที่อัพกูจอง ซึ่งหากใครมาเที่ยวเกาหลี อยากได้บรรยากาศไฮโซๆ ของกรุงโซลหละก็ มาที่นี่เลย เพราะไฮโซสุดๆ
4.ย่านถนนกาโรสุ
ช็อปปิ้งในถนนไฮโซอย่างกาโรสุนั้นเป็นอะไรที่ฟินมาก เพราะเนื่องจากที่นี่จะเป็นเขตที่สร้างใหม่แล้ว ที่ถนนแห่งนี้ยังมีเสื้อผ้าเทรนด์ใหม่ที่สุดมาขายอยู่ตลอดอีกด้วย เรียกว่าใครอยากนำเทรนด์ละก็ต้องมาช็อปปิ้งที่นี่ได้เลย หรือหากคุณอยากจะเดินช็อปปิ้งในบรรยากาศที่มีผู้คนหน้าตาดี แต่งตัวดูดี พร้อมด้วยเดินเลือกซื้อเสื้อผ้าแบรนด์เนมเทรนด์ใหม่สุดจากทั่วทั้งในเกาหลีและทั่วทุกมุมโลก รับรองว่าถนนกาโรสุจะไม่ทำให้คุณผิดหวังเลย แต่อย่าเพิ่งคิดว่าการเดินช็อปปิ้งในแหล่งที่ไฮโซแบบนี้ เสื้อผ้าจะแพงเสมอไป เพราะสินค้าแบรนด์เกาหลีจากดีไซเนอร์เกาหลีนั้นไม่ได้แพงอย่างที่คิด แถมที่ถนนนี้ยังมีร้านกาแฟสวยๆและร้านอาหารหรูๆอร่อยๆเปิดให้บริการให้เลือกกันเยอะอีกด้วย หรือถ้ายังไม่จุใจก็สามารถ และไปที่สถานีรถไฟกังนัมและสถานีรถไฟ Expess หรือ ที่อีฮวา
เห็นหรือยังว่าเกาหลียังมีอะไรดี นอกจากซีรีส์ และ โอปป้าสุดหล่อ 555+ ลองไปเที่ยวดูนะคะ เผื่อว่าเดินๆอยู่อาจจะเจอหนุ่มไอดอลเกาหลีที่เราชอบก็ได้ :mrgreen:  😯  😉  🙂  😆  😳  😐
โปรแกรมเที่ยวเกาหลี

[ทัวร์แบ่งตามประเทศ catid=”12″]

มงต์ แซงต์ มิเชล (Mont Saint-Michel)

มงต์ แซงต์ มิเชล  (Mont Saint-Michel)

มงต์ แซงต์ มิเชล
มงต์ แซงต์ มิเชล (วิหารกลางน้ำ ที่โดดเดียว ซึ่งเคยเป็นคุกคุมขังมาก่อน)

เมื่อพูดถึงที่คุมขัง หรือ ที่เรียกว่าคุก ใครก็ก็ต้องวาดฝันว่ามันจะต้องน่ากลัว และ ดูโหดร้ายมากเพราะในเมื่อได้ขึ้นชื่อว่าเป็นคุกแล้วใครๆก็ต้องคิดแบบนั้นกัน แต่มีสถานที่แห่งหนึ่งที่ซึ่งเคยเป็นที่คุมขังของเหล่านักโทษ นั้นก็คือ มงต์ แซงต์ มิเชล บางคนอาจรู้จัก มงต์ แซงต์ มิเชลอีกชื่อว่า วิหารกลางน้ำนั้นเอง มงต์ แซงต์ มิเชล ถือว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆของฝรั่งเศสรองลงมาจาก หอไอเฟล และ พระราชวังแวร์ซาย แต่เดิมนั้นเมืองกลางน้ำแห่งนี้ไม่ได้เป็นคุกมาตั้งแต่แรก แต่เดิมนั้นเมืองกลางน้ำแห่งนี้ถูกสร้างเพื่อวัด หรือโบสถ์นั้นเอง มีตำนานเล่าว่า ในสมัยก่อนนั้นก่อนที่จะมีการสถาปนาราชวงศ์แรกของฝรั่งเศสขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 8 เกาะแห่งนี้เคยถูกเรียกว่า มงตงบ์ (Mont Tombe) และตามตำนานเล่าว่าวิหารที่อยู่บนเกาะนี้ถูกสร้างขึ้น โดยการแนะนำของเทวดามิแชล ที่ได้มาเข้าฝันกับนักบุญโอแบร์ ซึ่งเป็นบิชอปแห่งมาฟร็องช์ เมื่อปี พ.ศ. 1251หรือราว 764 ปี แต่เขาก็มิได้ปฏิบัติตาม เพราะนึกว่าปีศาจได้มาเข้าฝันเขาจึงได้เพิกเฉยไป จนได้มาถึงการฝันครั้งที่ 3 เทวดามิแชลได้ใช้นิ้วของเขาจิ้มที่หัวของบิชอปโอแบร์ และเมื่อเขาตื่นขึ้นมา เขาก็ได้ตะลึงว่ามีรูอยู่บนหัวจริง ๆ จากนั้นมาเขาจึงตัดสินใจสร้างวิหารบนยอดเขาขึ้น โดยตัวเกาะอันเป็นที่ตั้งของวิหารนั้น เป็นหินแกรนิต โดยมีเส้นรอบวงเกาะประมาณ 960 เมตร และสูง 92 เมตร แล้วถ้าบวกกับความสูงของตัววิหารนั้นแล้วก็จะมีความสูงถึง 155 แมตร บนยอดวิหารเป็นรูปปั้นทองของเทวดามิเชล (ไมเคิล) สร้างโดย เอมานูแอล เฟรมีเย (Emmanuel Frémiet)capture-20151123-085949

ราวคริสต์ศตวรรษที่ 11-16 ได้มีการก่อสร้างอาคารบ้านเรือนเพิ่มเติมขึ้นภายในเกาะ และมีประชาชนย้ายเข้ามาอยู่มากขึ้น เลยทำให้มีการตั้งหมู่บ้านขึ้นมาที่เชิงเขา และเนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่เอื้ออำนวยต่อการป้องกันตัวเอง ทำให้เกาะแห่งนี้ถูกใช้เป็นทั้งที่มั่นทางทหารด้วย นอกเหนือจากศาสนสถาน และยังสามารถต้านทานการบุกของอังกฤษ ในช่วงสงครามร้อยปี (ค.ศ. 1337-1453) ขณะเดียวกันคณะสงฆ์ของวิหารแห่งนี้ก็เพิ่มความมั่งคั่งและอิทธิพลขึ้น แต่ก็กลับตกต่ำลงเมือถึงยุคการปฏิรูปศาสนา (reformation)
และในช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศส เนื่องจากที่วิหารกลางน้ำแห่งนี้ไม่มีพระจำพรรษา ตัววิหารจึงได้ถูกเปลี่ยนเป็นที่คุมขังนักโทษสำคัญทางการเมือง จนกระทั่งวิกตอร์ อูโก ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการรณรงค์ ให้คืนความเป็นสิ่งก่อสร้างสำคัญทางสถาปัตยกรรมของชาติ และในเวลาต่อมานั้นในที่สุดก็ได้มีการยกเลิกการเป็นเรือนจำ และวิหารกลางน้ำก็ได้ถูกเปลี่ยนสถานะให้เป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ในปีค.ศ. 1874 ราวๆ141 ปีที่แล้ว
ต่อมาในสมัยปฏิวัติฝรั่งเศส วิหารแห่งนี้ก็ร้างผู้คนจนถูกนำมาใช้เป็นคุกคุมขังนักโทษสำคัญแทน ในปี ค.ศ. 1836 กลุ่มปัญญาชนของฝรั่งเศส รวมทั้ง Victor Hugo (ผู้แต่งเรื่อง Les Miserables และ The Hunchback of Notre-Dame ซึ่งเป็นทั้งนักประพันธ์และผู้มีอิทธิพลทางความคิดคนสำคัญในยุคนั้น) ได้พากันเรียกร้องให้อนุรักษ์มรดกสำคัญของชาตินำไปสู่การเลิกใช้คุกในปี

ต่อมาในปี ค.ศ. 1966 เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการครบรอบ 1,000 ปี ของการก่อตั้งวิหาร คณะสงฆ์และเหล่าผู้แสวงบุญเริ่มกลับมาเยือนที่นี่อีกครั้งจนถึงปี 1979 องค์การ UNESCO ได้ขึ้นทะเบียนให้ Mont Saint-Michel เป็นมรดกโลกทั้งทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม และความสวยงามตามธรรมชาติ ในปัจจุบันนี้ Mont Saint Michel เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีคนมาเข้าชมมากกว่าปีละ 3 ล้านคน
ถือว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีอายุ และ ประวัติที่ยาวนานมากแห่งหนึ่่ง ถ้าใครได้เดินทางไปเยือนฝรั่งเศลอย่าลืมที่จะแวะไปเที่ยวเมืองกลางน้ำแห่งนี้เด็ดขาด……………….

ปราสาทแห่งเมืองโอซาก้า สัญญลักษณ์คู่บ้านคู่เมือง

ปราสาทแห่งเมืองโอซาก้า สัญญลักษณ์คู่บ้านคู่เมือง

ปราสาทแห่งเมืองโอซาก้า
ปราสาทแห่งเมืองโอซาก้า สัญญลักษณ์คู่บ้านคู่เมืองของเมืองโซซาก้า ประเทศญี่ปุ่นท่ามกลางเมืองที่เจริญเติบโตไปสู่อนาคต แต่กลับมีสถานที่หนึ่งที่ยังคงสภาพเหมือนเดิมไม่ว่าจะนานแค่ไหน เวลาไม่ได้ทำให้ สถาปัตยกกรมที่เราพูดเปลี่ยนไปตามเวลาเลยแม้แต่น้อย อดีตของมันเป็นเช่นไร ปัจจุบันก็ยังเป็นเช่นนั้น สิ่งที่เราได้กล่าวข้างต้นนั้น คืปราสาทแห่งโอซาก้า ซึ่งเป็นสัญญาลักษณ์ประจำเมือง ที่ใครเดินทางมายังเมืองโอซาก้าแห่งนี้จะต้องแวะมาชม ปราสาทแห่งนี้นั้นถูกสร้างขึ้นครั้งแรกตั้งแต่ พ.ศ.2126 โดยโชกุนโทโยะโตมิ ฮิเดโยชิ (Toyotomi Hidayoshi) เป็นผู้มีอำนาจทางการเมืองในโอซาก้า สมัยนั้น ด้วยความร่วมมือจากไดเมียว ทั่วทั้งประเทศได้เกณฑ์แรงงานหลายหมื่นคนมาเพื่อก่อสร้างประสาทแห่งนี้ ใช้เวลาก่อสร้างเพียงแค่ 3 ปีเท่านั้น ถือว่าเป็นปราสาทที่ใช้เวลาสร้างน้อยมาก และ 30 ปีต่อมาปราสาทก็ถูกกองทัพของโชกุนโกุกาว่า อิเยยะสุ ที่ขึ้นมามีอำนาจทำลายลง อย่างไรก็ตามในกาลต่อมาปราสาทแห่งนี้ก็ได้รับการบูรณะซ่อมแซมใหม่อีกหลายครั้ง เพราะรากฐานของปราสาทยังมีความแข็งแรงซึ่งประกอบด้วยกลุ่มก้อนหินขนาดมหึมา จนถึงปี พ.ศ.2540 ปราสาทก็บูรณะแล้วเสร็จ ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่สวยงามของปราสาททำให้ปราสาทโอซาก้าแห่งนี้เป็นปราสาทที่ดูทันสมัยที่สุดในญี่ปุ่น เพราะภายในมีกระทั่งลิฟท์ขึ้นไปถึงชั้นบนสุด
ปราสาทโอซาก้าปราสาทโอซาก้ามีทั้งหมด 8 ชั้น ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเรื่องราวความเป็นมาของปราสาท โดยเฉพาะในยุคของโชกุนโทโยะโตมิ ฮิเดโยชิ ที่เป็นผู้สร้างปราสาทโอซาก้าในตอนครั้งแรก นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอเล่าเรื่องราวของปราสาทด้วยเทคโนโลยีทันสมัยผ่านจอภาพ ที่มียิงแสงเลเซอร์กระทบฉากเป็นภาพเคลื่อนไหวทำให้ไม่น่าเบื่อ แต่ละชั้นจะมีการจัดแสดงเรื่องราวที่แตกต่างกัน ชั้นที่ 2 นั้นมีบริการถ่ายภาพในชุดไดเมียว รวมถึงภาพถ่ายของตัวปราสาทในแต่ละฤดู หรือ แต่ละช่วงเวลาที่จัดแสดงไว้ดูสวยงามแตกต่างกันออกไป ส่วนชั้นบนสุดนอกจากร้านขายสินค้าที่ระลึกแล้วยังมีระเบียงให้ชมทิวทัศน์ของเมืองโอซาก้าได้อีกด้วย มองเห็นแม่น้ำโอกาวะ ที่สองฝั่งเต็มไปด้วยต้นซากุระ เห็นชิงช้าสวรรค์ HEP FIVE ในย่านอุเมดะ
ปราสาทโอซาก้าตัวปราสาทมีอาณาบริเวณที่กว้างขวาง มีทั้งคูน้ำที่ล้อมรอบปราสาท สวนซากุระ สวนพลัม ที่ออกดอกแต่งแต้มเสริมให้ปราสาทแห่งนี้ดูสวยงามในทุกฤดูกาล บนยอดปราสาทมีรูปปั้นปลามังกรทองประดับอยู่ทั้งสี่ด้านซึ่งมีความสวยงามเอามากๆ นอกจากนี้บริเวณรอบๆของปราสาท ยังสามารถเดินชม สวน Nishinomary Garden ทีมีซากุระให้ชม หรือ สวน Osakajokoen
ถือว่าปราสาทโอซาก้าเป็นสถานที่ท่องที่ยังคงรักษาไว้ซึ่งเอกลักษณ์ที่มีมาแต่ในอดีตไว้ได้ท่ามกลางความวุ่นวายของเมืองที่เจริญเติบขึ้นทุกวัน

ปราสาทฮิเมจิ สมบัติประจำชาติและมรดกโลก

ปราสาทฮิเมจิ สมบัติประจำชาติและมรดกโลก

ปราสาทฮิเมจิ
ปราสาทฮิเมจิ ถ้าพูดถึงสมบัติประจำชาตินั้นแปลว่าต้องมีสำคัญและเก่าแก่ วันนี้เราของขอยกสมบัติของชาติอย่างปราสาท ฮิเมจิ มาแนะนำเพราะถือได้ปราสาทแห่งนี้นั้นทั้งสวยและมีประวัติยาวนาน เพราะใครที่เดินทางมาเมืองเยือนเกียวโตจะต้องมาแวะชมปราสาทฮิเมจิแห่งนี้เพราะ ที่นี้เปรียบเสมือนสัญญาลักษณ์ประจำเมืองเกียวโตแห่งนี้ ปราสาท ฮิเมจิ(Himeji Castle)เป็นปราสาทญี่ปุ่น ตั้งอยู่ในเมืองฮิเมจิ จังหวัดเฮียวโงะ เป็นสิ่งก่อสร้างที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งที่เหลือรอดมาจากการทิ้งระเบิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองและแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ฮันชิง พ.ศ. 2538 ถือว่าเป็น 1 ใน 3 ปราสาทที่งดงามที่สุดในญี่ปุ่น โดยอีก 2 แห่งคือ ปราสาทมะสึโมะโตะ และปราสาทคุมะโมะโตะ และยังเป็นปราสาทที่มีผู้มาเยี่ยมชมมากที่สุดในญี่ปุ่น ชาวญี่ปุ่นนิยมเรียกในชื่อว่า “ปราสาทนกกระสาขาว” หรือ ฮะคุระโจะซึ่งมีที่มาจากพื้นผิวปราสาทภายนอกซึ่งมีสีขาวสว่าง ในปัจจุบันปราสาทฮิเมจิได้ขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติประจำชาติญี่ปุ่นและมรดกโลก นอกจากนี้ปราสาทฮิเมจิเป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์ของปราสาทญี่ปุ่น ด้วยลักษณะสถาปัตยกรรมและยุทโธปกรณ์ครบตามแบบของปราสาทญี่ปุ่น ทั้งฐานหินสูง กำแพงสีขาว และอาคารต่างๆในบริเวณปราสาทถือได้ว่าเป็นมาตรฐานตามแบบของปราสาทญี่ปุ่น และรอบๆปราสาทยังมีเครื่องป้องกันอีกมากมาย เช่น ช่องใส่ปืนใหญ่ รูสำหรับโยนหินออกนอกปราสาท จุดเด่นอีกอย่างของปราสาทอย่างหนึ่งคือ ทางเดินสู่อาคารหลักซึ่งสลับซับซ้อนราวกับเขาวงกต ทั้งประตูและกำแพงต่างๆในปราสาทได้รับการออกแบบมาอย่างดีเพื่อป้องกันศัตรูไม่ให้บุกรุกเข้าถึงโดยง่าย โดยทางเดินมีลักษณะเป็นวงก้นหอยรอบๆอาคารหลัก และระหว่างทางก็จะพบทางตันอีกมากมาย ระหว่างที่ศัตรูกำลังหลงทางอยู่นี้ก็จะถูกโจมตีจากข้างบนอาคารหลักได้โดยสะดวก แต่อย่างไรก็ตาม ปราสาทฮิเมจิก็ยังไม่เคยถูกโจมตีในลักษณะนี้เลย ระบบการป้องกันต่างๆจึงยังไม่เคยถูกใช้งานเลยสักครั้ง
ปราสาทฮิเมจิแห่งนี้มีประวัติศาสตร์การก่อสร้างมานานกว่า 400 ปีซึ่งนับเป็นปราสาทที่ยังคงสภาพเดิมและสวยที่สุดในญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังได้รับกา

ปราสาทฮิเมจิ ยามซษกุระบาน
ปราสาทฮิเมจิช่วงดอกซากุระบาน

รจดทะเบียนให้เป็นมรดกโลกจากยูเนสโกในปี ค.ศ.1993 หรือประมาณปี พ.ศ. 2536 ปราสาทฮิเมจินั้นถูกสร้างให้งดงามและสง่า ซึ่งเปรียบเปรยให้เป็นนกกระยางซึ่งบางทีก็ถูกเรียกว่า“ปราสาทนกกระยางขาว’’
และ เมื่อวันที่ 27 มีนาคม ปี 2015 ปราสาทฮิเมจิได้เปิดให้เข้าชมหลังจาก อยู่ในช่วงซ่อมบำรุงในรอบ 50 ปี ซึ่งไม่สามารถเข้าไปในตัวปราสาทหลักได้ ซึ่งปัจจุบันก็ได้เปิดให้เข้าชมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และความสวยงามอีกอย่างที่พลาดไม่ได้ คืองดงามของกำแพงปราสาทที่ทาด้วยปูนขาวและหอคอยที่ตั้งตระหง่านบนฟ้าสง่างาม นอกจากนี้ในช่วงฤดูใบไม้ผลิต้นซากุระจำนวน 1000 ต้นที่อยู่ภายในปราสาทจะบานสะพรั่งซึ่งช่วงนี้จะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาชมความสวยงามของดอกซากุระ
นอกจากนี้ จุดเด่นที่เราไม่ควรพลาดคือ ในช่วงสุดสัปดาห์จะหน่วยชุดเกราะของปราสาทฮิเมจิ ห

capture-20151110-015544
กลุ่มคนใส่ชุดเกราะที่ออกมาต้นรับนักท่องเที่ยว

รือ ,คนเฝ้าประตู,นินจา,คาแรคเตอร์ประจำเมืองฮิเมจิ “ซิโระมารุฮิเมะ”จะมาต้อนรับแขกผู้มาเยือนปราสาทแห่งนี้

เป็นยังไงบ้างสำหรับสถานที่ท่องเที่ยวที่เรายกมาแนะสำหรับใครที่อ่านแล้วอยากลองไปสัมผัสกับปราสาทที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็น มรดกของชาติแต่ยังไม่รู้จะเดินทางยังไง สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ http://www.thaipackagetour.net/  เพราะที่นี้เค้ามีโปรแกรมการเดินทางท่องเที่ยวมากมายรวมถึง แพคเกจทัวร์ที่เดินทางไปยังปราสาทที่เป็นมรดกของชาติแห่งนี้ด้วย หรือสามารถเลือกแพคเกจประเทศอื่นก็ได้หากคุณต้องการ หรือ คลิกเพื่อดูรายละเอียดที่นี้

เที่ยวฤดูหนาวที่ฮอกไกโด

เที่ยวฤดูหนาวที่ฮอกไกโด

capture-20151109-163753

おはよう ございます。โอะฮาโย โกไซอิมัส แปลว่า สวัสดีตอนเช้าคะ  😀  😀
こんにちは。คอนนิจิวะ แปลว่า สวัสดีตอนบ่าย  🙂  🙂
こんばんは。คอนบังวะ แปลว่า สวัสดีตอนกลางคืน  😉  😉

สงสัยมั้ยว่าทำไมเราถึงต้องทักทายเป็นภาษาญี่ปุ่น อย่าพึ่งเข้าใจผิดว่าเราจะมาสอนภาษาญี่ปุ่นนะคะ แต่เราจะมาแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวช่วงฤดูหนาวในเกาะฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น ตอนนี้ญี่ปุ่นกำลังอยู่ในฤดูใบไม้ร่วงและอีกไม่นานก็จะเข้าสู่ฤดูหนาว ซึ่งฤดูหนาวในญี่ปุ่นนั้น จะเริ่มในข่วงเดือน ธันวาคม-กุมภาพันธ์ นั้นเอง ญี่ปุ่นนั้นถือว่าเป็นประเทศที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก เพราะปัจจุบันประเทศญี่ปุ่นนั้นได้ยกเลิกวีซ่าเข้าประเทศแล้ว ทำให้การเดินไปเที่ยวในปัจจุบันนั้นง่ายขึ้นกว่าแต่ก่อนมากนั้นเอง อีกทั้งญี่ปุ่นยังเป็นประเทศที่สามารถท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นช่วง ใบไม้ผลิ,ฤดูร้อน,ฤดูใบไม้เปลี่ยนสี หรือ จะเป็นฤดูหนาวที่ใกล้จะถึง ซึ่งแต่ละฤดูนั้นจะมีความสวยงามแตกต่างกันไป เลยทำให้ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ไม่น่าเบื่อสามารถเที่ยวได้ตลอดทั้งปี
ฤดูหนาวในญี่ปุ่นนั้นอุณหภูมิโดยเฉลี่ยประมาณ 05-07 องศาเซลเซียส ใครที่คิดจะไปท้าลมหนาวที่ญี่ปุ่นช่วงนี้แนะนำว่า เตรียมเสื้อโค้ชที่หนาๆไว้เลย เพราะรับรองว่าคุณจะต้องยืนสั้นเป็นเจ้าเข้าอย่างแน่นอน จุดเด่นของฤดูหนาวที่ญี่ปุ่นคือ การไปเล่นสกีที่ ซัปโปโรที่เกาะ ฮอกไกโด หรือการชมเทศกาลน้ำแห่งที่เมืองต่างๆของฮอกไกโด นั้นเอง เพราะเราจะสนุกสุดมันส์ไปกับกิจกรรมในลานสกี พร้อมกับการชมวิวอันสวยงามของภูเขาที่ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะจนขาวโพลนนั้นเอง และการชมเทศกาลน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุกในญี่ปุ่น
ถ้าอย่างนั้นเรามาดูสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาดในการไปเยือนญี่ปุ่นช่วงฤดูหนาวกันดีกว่า

 

1. ตัวเมืองซัปโปโร

capture-20151109-154838
ซัปโปโรถือว่าเป็นเมืองหลักของฮอกไกโด และเป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับห้าของประเทศญี่ปุ่น เป็นเมืองศูนย์กลางของฮอกไกโดในการเดินทางไปสู่เมืองต่างๆ รอบฮอกไกโด ในช่วงหน้าหนาวนั้นภายในเมืองจะสวยงามมากๆ ซึ่งในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปีก็จะมีการจัดงาน Sapporo Snow Festival มีการเชิญศิลปินและประกวดผลงานประติมากรรมรูปปั้นหิมะที่สวยงามและอลังการมากๆ นอกจากนี้ภายในเมืองจะมีการประดับไฟทั่วทั้งเมือง ทำให้ใครที่เห็นต้องบอกว่า โรแมนติกเอามากๆเลย และ นอกจากนี้ซัปโปโรยังมีชื่อเสียงด้านอาหารทะเลอีกด้วยรับรองว่าคณจะฟินกับการทาบอาหารทะเลจนลืมเรื่องน้ำหนักเลยที่เดียว

 

 

2. นิเซโกะ (Niseko)capture-20151109-155816

ถือว่าเป็นสกีรีสอร์ทที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศญี่ปุ่น เพราะเป็นที่รู้จักกันดีเพราะว่าที่นี้นั้นมีวิวที่สวยงาม และมีหิมะขาวดั่งปุยนุ่นที่ปกคลุมไปสุดลูกหูลูกตา แถมที่นี้ยังได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมากมาย โดยเฉพาะชาวออสเตรเลีย นอกจากจะมีลู่สกีหิมะลาดยาวไปหลายกิโลแล้ว ทางรีสอร์ทยังมีโปรแกรมพาชมสถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติบริเวณรอบๆ นิเซโกะ นอกจากนี้ยังสามารถชมวิวสวยๆของภูเขา Yotei ที่มองเห็นได้จากรีสอร์ทอีกด้วย

 

 

3. เมืองโอตารุ (Otaru) capture-20151109-152508

เป็นเมืองท่าขนาดเล็ก ของฮอกไกโด ห่างจากทางตะวันตกเฉียงเหลือของซัปโปโรเพียงครึ่งชั่มโมง เมืองโอตารุ เป็นสถานที่ที่น่ามาเยี่ยมเยือนหากคุณตั้งใจมาเที่ยว ซัปโปโร หรือ นิเสโกะ เพราะในฤดูหนาวที่เมืองแห่งนี้จะมีเทศกาลปั้นหิมะแล้วประดับด้วยโคมไฟ พร้อมทั้งมีการลอยถ้วยโคมไฟลงในคลอง ซึ่งถูกจัดขึ้นที่บริเวณคลองโอตารุในช่วงเวลาใกล้เคียงกับเทศกาลหิมะซัปโปโร นอกจากจะมีการปั้นหิมะเป็นรูปร่างต่างๆ แล้วจุดไฟประดับตอนกลางคืนแล้วนั้น บ้านเรือนทั่วทั้งเมืองก็จะมีการประดับโคมไฟและจุดไฟในช่วงกลางคืนด้วยทำให้เมืองทั้งเมืองเป็นเมืองที่โรแมนติกเอามากๆ

 

 

4. Asahikawa Winter Festival อยู่ที่เมืองอาซาฮิกาวะcapture-20151109-160500

ที่เมืองอาซาฮิกาวะมีการจัดงานฤดูหนาวที่ถูกประดับประดาไปด้วยรูปปั้นหิมะและรูปสลักนํ้าแข็งมากที่สุดในญี่ปุ่น และมีคนไปชมมากเป็นอันดับสองรองจากงานที่ซัปโปโร รูปปั้นหิมะบางรูปก็ใหญ่โตอลังการมากกว่างานที่ซัปโปโรเสียอีก โดยงานจะจัดขึ้นที่สวนโทกิวะ (Tokiwa park) ซึ่งอยู่กลางเมืองนั่นเอง ถ้าหากมางานตอนกลางคืนก็จะได้พบกับการประดับไฟตามต้นไม้ และที่รูปปั้นหิมะน้ำแข็งต่างๆ ภายใต้ชื่องาน Asahikawa Yukiakari (Snow Lights) ด้วย

 

 

5. Sounkyo Ice Fall Festival อยู่ที่หมูบ้าน โซอุนเคียวcapture-20151109-161328

ที่หมู่บ้าน โซอุนเคียวเป็นหมู่บ้านที่อยู่ท่ามกลางเทือกเขาไดเซตสึซัง เขตเมือง Kamikawa ณ บริเวณลานกว้างริมแม่น้ำอิชิคาริ จะมีการจัดเทศกาลหิมะและน้ำแข็งแห่งเมืองโซอุนเคียวซึ่งในงานจะถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ทุกปี บนพื้นที่ทั้งหมด 1 หมื่นตร.ม. คืองาน Sounkyo Ice Fall Festival (Sounkyo Hyoubaku Festival) รอบๆ บริเวณจะถูกประดับประดาด้วยประติมากรรมน้ำแข็งและหิมะรูปทรงต่างๆ ทรงต้นคริสต์มาสบ้าง เลียนแบบบ้านอิกลูของชาวเอสกิโมบ้าง รวมถึงถ้ำที่มีทางเดินรายล้อมด้วยน้ำแข็งทรงหินงอกหินย้อย ที่ดูยิ่งใหญ่และเหมือนจริงมาก ทางเดินประดับด้วยไฟสวยงาม ด้านในยังแบ่งเป็นห้องๆ คล้ายถ้ำจริง บางห้องยังเป็นบาร์สำหรับนั่งทานเครื่องดื่มด้วย เทศกาลหิมะและน้ำแข็งที่โซอุนเคียวนั้นถือเป็นหนึ่งใน 3 เทศกาลหิมะที่ใหญ่ที่สุดในฮอกไกโดอีกด้วย

 

6. รีสอร์ทสำหรับนักสกี Tomamucapture-20151109-161820

ที่นี้ถือว่าเป็นรีสอร์ทที่มีความทันสมัย และ หรูหรา และเป็นสถานที่ชั้นนำสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบเล่นสกีหิมะที่ฮอกไกโด ที่รีสอร์ทห่างออกไปเพียง 90 นาที เท่านั้นจากเมืองซัปโปโร สถานที่แห่งนี้ถือได้ว่าเป็นสถานที่ที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากกิจกรรมทางลานหิมะแล้วนั้น ยังมีหมู่บ้านหิมะ ซึ่งถูกสร้างเป็นบ้านทรงโดมเรียงรายกัน ซึ่ง มีทั้งร้านอาหาร บาร์ ร้านค้า นอกจากนี้ยังสถานที่สำหรับศึกษาเกี่ยวกับหิมะและน้ำแข็งอีกด้วย

7. งานเทศกาลหิมะซัปโปโรcapture-20151109-153534

ถือว่าเป็นงานเทศกาลหนึ่งของซัปโปโรที่มีผู้เข้าเยี่ยมชมกว่า 2 ล้านคนทั้งในและต่างประเทศ
สถานที่จัดงานคือที่สวนโอโดริ ประมาณ โดยจะมีการเกาะสลักประติมากรรมหิมะน้ำแข็งน้อยใหญ่กว่า 122 ตัว ส่วนตอนกลางคืนมีการส่องไฟด้วย ซึ่งนอกจากนี้ยังมีการประกวดประติมากรรมหิมะนานาชาตินั้น จะมีทีมจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกเข้าร่วมประกวดความ สามารถของการแกะสลักได้ระหว่างที่มีการจัดงาน สถานที่จัดงานซึโดมนั้นจะมีสไลเดอร์ขนาดยักษ์ และจัดกิจกรรมที่สามารถสัมผัสกับหิมะได้ ที่สถานที่จัดงานซุซุกินั้น ท่านจะสนุกสนานกับการประกวดการแกะสลัก น้ำแข็ง ส่องไฟ และแท่งน้ำแข็งได้อีกด้วย ถือว่านี้เป็นเทศกาลที่คุณไม่ควรพลาดช่วงฤดูหนาวของญี่ปุ่น

8. Clock Tower เมืองซัปโปโรcapture-20151109-154808

ถ้าใครที่เดินทางมายังเมืองซัปโปโร ก็ต้องแวะมาเยือนที่ Clock Tower แห่งนี้ซึ่งที่หอนาฬิกาแห่งนีมีถือได้ว่ามีความเก่าแก่มากจนได้กลายเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของเมืองซัปโปโรแห่งนี้ โดยหอนาฬิกาถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.2421 และช่วงฤดูหนาวนั้นยามที่หิมะตกปกคลุมตึกแห่งนี้แล้วทำให้ตึกทั้งตึกดูเหมือนภาพที่วาดไว้เลยก็ว่าได้

 

 

 

9. โรงงานช็อคโกแลต Shiroi Koibito Parkcapture-20151109-163104

เมื่อเดินทางมาเที่ยวที่เมืองฮอกไกโดแล้วสถานที่ที่ต้องมาเยือนอีกที่คือ โรงงานช็อคโกแลต Shiroi Koibito Park ซึ่งเป็นโรงงานผลิตช็อคโกแลตสารพัดรูปแบบในห่อและกล่องสีสวยเย้ายวนใจ ซึ่งทางบริษัทชื่อ อิชิยะ (Ishiya) ได้ทำช็อคโกแลตยี่ห้อ “ชิโรย โคอิบิโตะ” (Shiroi Koibito) ออกสู่ตลาดมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1980 และ เพื่อเป็นการโฆษณาให้แก่โรงงานพร้อมทั้งเพื่อรองรับผู้เข้าเยี่ยมชมโรงงาน ทางบริษัทจึงมีการจัดสร้างสวนสำหรับพักผ่อน หย่อนใจ มีเครื่องเล่นนิดหน่อย และมีมุมสวยๆ ให้ถ่ายรูปมากมาย ทั้งหอนาฬิกา หอคอยขนม เค้ก บ้านรังนก รถไฟเล็ก ที่นี้เราสามารถซื้อช็อคโกแลตแสนอร่อยติดไม้ติดมือได้อย่างจุใจเลยทีเดียว

 

10. Sapporo Beer Museum

capture-20151109-163457
ชื่อซัปโปโรนี้คงเป็นชื่อที่คุ้นหูของนักดื่ม ก็เพราะว่าเมืองนี้เขาขึ้นชื่อเรื่องการผลิตเบียร์ที่นุ๊ม นุ่ม จนกลายเป็นเบียร์ซัปโปโร ซึ่งเป็นโอท็อปที่ดังไปทั่วประเทศและทั่วโลกเลยก็ว่าได้ มาที่นี่ก็ต้องมาเยือนพิพิธภัณฑ์เบียร์ซัปโปโร เพื่อชมเรื่องราวความเป็นมา และข้างๆของซัปโปโรเบียร์มิวเซียมก็ยังมีซัปโปโรเบียร์การ์เดน และ ร้านอาหารซึ่งเราสามารถจิบเบียร์นุ่มๆ ในอากาศเย็นๆท่ามกลางหิมะ

11. ทำเนียบรัฐบาลเก่าฮอกไกโดcapture-20151109-151505

ทำเนียบรัฐบาลเก่าฮอกไกโด หรือ เรียกชื่อว่าตึกแดงถือว่าเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ไม่ควรพลาด เพราะ ความสวยงามของที่นี่ คือ เป็นอาคารสไตล์นีโอบาร๊อคตัวอาคารสร้างด้วยอิฐสีแดง ทั้งหลัง โดยลอกแบบมาจากอาคารทำเนียบรัฐบาลแห่งรัฐแมสซาซูเซตส์ สหรัฐอเมริกา ตึกแดงหลังนี้ใช้เป็นที่ทำการรัฐบาลฮอกไกโดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2429 และใช้ต่อเนื่องยาวมานานถึง 80 ปี ก่อนที่จะย้ายไปที่ทำการหลังใหม่

 

12. Shikotsu-Toya National Parkcapture-20151109-163922

อุทยาน แห่งชาติ Shikotsu-Toya ซึ่งเป็นอุทยานแห่งชาติที่รวมสองทะเลสาบสำคัญคือทะเลสาบโทยะ และทะเลสาบชิโคทสึ ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของฮอกไกโด และอยู่ใกล้กับเมืองซับโปโร ถือว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ

โดนภายในอุทยานมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจดังนี้

1. Jigokudani

capture-20151109-164521

หรืออีกชื่อที่คนไทยมักเรียกคือ หุบเขานรก ตั้งอยู่ที่เมือง Noboribetsu Onsen ซึ่งเป็นเมืองบ่อน้ำ

ร้อนที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของญี่ปุ่น และตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติ Shikotsu-Toya

ที่มาของชื่อหุบเขานรกนั้นเพราะที่นี่เป็นบ่อโคลนเดือด และยังมีควันพวยพุ่งออกมาคนเลยจินตนาการว่าเหมือนนรก แม้ชื่อจะน่ากลัวแต่ที่นี่ก็เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากๆ แถมในช่วงฤดูหนาวที่นี้ยังสวยมากๆเพราะเขาทั้งลูกจะถูกปกคลุมไปด้วยหิมะที่ขาวโพลน

 

 

2. ภูเขาไฟโชวะชินซันcapture-20151109-164543

เป็นภูเขาไฟที่เกิดใหม่ล่าสุดเมื่อประมาณ 50 ปี นับเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่น่าอัศจรรย์ได้บังเกิดขึ้น ประมาณ ค.ศ.1944-1945 และอยู่ในการดูแลของรัฐบาลญี่ปุ่นในฐานะเป็นอนุสรณ์ทางธรรมชาติแห่งพิเศษ ซึ่งที่นี่คุณสามารถนั่งกระเช้้า Usuzan ชมวิวจากมุมสูงได้อีกด้วย
แหมทริปฤดูหนาวในฮอกไกโดก็ต้องจบลงซะแล้ว แต่ไม่เป็นไรคะ แต่ถ้าใครที่อยากเที่ยว หรือ กำลังมองแพคเกจทัวร์ญี่ปุ่นอยู่ไม่ว่าจะในช่วงฤดูหนาว หรือ ฤดูอื่นๆ ก็สามารถเข้ามาดูโปรแกรมทัวร์ได้ที่ http://www.thaipackagetour.net/ เพราะเรามีโปรแกรมทัวร์ทัวร์โลกค่อยให้คุณสามารถเลือกเดินทาง หรือ กดเมาส์คลิกที่นี้เพื่อดูรายละเอียดของโปรแกรมอื่นๆ 

 ➡  ➡  กดตรงนี้เพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติม 

เที่ยวเมืองออดดา (Odda)

เที่ยวเมืองออดดา (Odda)

capture-20151103-152339

God dag แปลว่า สวัสดี เป็นภาษานอร์เวย์ วันนี้เรามาเที่ยวที่ประเทศนอร์เวย์กันดีกว่า หรือที่ใครๆรู้จักนอร์เวย์อีกชื่อว่า ประเทศแห่งพระอาทิตย์เที่ยงคืนนั้นเอง ก่อนจอื่นเรามารู้กับสถานที่ท่องเที่ยวที่เราจะไปกันก่อนว่าเป็นที่ไหน สวยหรือเปล่า สถานที่เราจะไปวันนี้คือ เมืองออดดานั้นเอง

เมืองออดดา (Odda) เมืองเล็กๆที่ตั้งอยู่ปลายฟยอร์ดที่สวยงามและ เป็นเมืองมีความสำคัญนอกจากนี้ยังมีชื่อเสียงทางด้านการท่องเที่ยวของฮอร์ดาลันด์ เคาน์ตี (Hordaland County) ซึ่งเป็นศูนย์capture-20151103-152504กลางของย่านเก่าแก่ในภาคตะวันตกของประเทศนอร์เวย์ แม้ว่าเมืองออดดาจะเป็นเมืองที่ไม่ค่อยมีสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์มากมายนัก แต่capture-20151103-152800ชื่อเสียงของสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติของเมืองออดดาก็ไม่เป็นสองรองใคร
สถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงและถือว่าเป็นไฮไลท์หลักของเมืองออดดาแห่งนี้ก็คงหนีไม่พ้น น้ำตกเลทฟอสเซ่น(Latefossen) ถือว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะตัวน้ำตกที่มีความสูงประมาณ 165 เมตร (541 ฟุต) ส่วนด้านหน้าของน้ำตกนั้นมีสะพานหินพาดผ่านซึ่งถือว่าเป็นจุดที่สามารถชมน้ำตกได้อย่างใกล้ชิดที่สุด และนักท่องเที่ยวที่มาเยือนสามารถขับรถเข้ามาถึงบริเวณน้ำตกได้อย่างสะดวกสบายอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งที่เราพาไปชม นั้นก็คือ โบสถ์โรลดัล สเตฟว (Roldal stave church) เป็นโบสถ์ไม้ที่เก่าแก่ ถูกสร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 13 และถือว่ายังเป็นหนึ่งในโบสถ์ที่มีความสำคัญที่สุดในภาคตะวันตกของประเทศนอร์เวย์ ในอดีตนั้นโบสถ์แห่งนี้ไดรับความนิยมในของหมู่ผู้แสวงบุญเป็นอย่างมาก ปัจจุบันนั้นโบสถ์ยังคงอยู่ในการใช้งานปกติ และยังเปิดบริการให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวชมได้อีกด้วย
นอกจากนี้เรายังสามารถเดินทางไปยังสถานที่ใกล้ๆและถือว่ามีชื่อเสียงนั้นก็คือ อุทยานแห่งชาติรอนเดน” (Rondane National Park) เป็นที่พักผ่อนที่มีชื่อเสียงของเทศมณฑล ออปป์ลันด์ (Oppland) เป็นเทศมณฑลในนอร์เวย์ โดยเมืองที่ใกล้ที่สุดคือ ก็คือเมืองออดดา (Otta) นั้นเอง
capture-20151103-151504อุทยานแห่งชาติรอนเดน” (Rondane National Park) ถือว่าเป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของเทศมณฑลออปป์ลันด์ (Oppland) อุทยานแห่งชาติรอนเดน ถือว่าเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของประเทศนอร์เวย์ อุทยานแห่งนี้ถูกตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 19capture-20151103-15331070 ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ ประมาณ 963 ตารางกิโลเมตร( 372 ตารางไมล์) ภายในอุทยานแห่งชาติประกอบไปด้วยพื้นที่ที่ราบขนาดใหญ่ มีภูเขาสูงและยอดเขาสูงอีกหลายสิบลูก โดยบางลูกมีความสูงกว่า 2,000 เมตร (6,560 ฟุต)
นอกจากนี้ยังมีหน้าผาชัน มีธารน้ำแข็ง น้ำตก รวมไปถึงทะเลสาบรอนดวัทเนท (Rondvatnet) ทะเลสาบที่มีความยาวประมาณ 3.7 กิเลเมตร โดยทะเลสาบแห่งนี้ถือว่าเป็นศูนย์กลางของอุทยานอุทยานแห่งชาติรอนเดน ซึ่งในทุกๆช่วงฤดูร้อนจะมีบริการเรือสำหรับการขนส่งนักเดินทางไกลระหว่างทางตอนใต้และทางเหนือของทะเลสาบ  นอกจากนี้แล้ว อุทยานแห่งชาติรอนเดนยังมีพืชพรรณเป็นแบบแอลไพน์ มีไม้แคระ มอสส์ และไลเคน สัตว์ที่อาศัยได้แก่ กวางเรนเดียร์ กระต่ายป่า สุนัขจิ้งจอก ถือเป็นสถานที่ที่น่าไปเอามากๆ เหมาะกับการเปลี่ยนแนวในการท่องเที่ยว เพราะบ้างครั้งการเที่ยวในเมืองวงบ่อยๆ มันก็ชั่งน่าเบื่อซะจริงๆ
ประเทศนอร์เวย์อาจจะไม่ได้ไม่ได้มีสถานที่ท่องเที่ยวเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมมากมายเหมือนประเทศในแถบยุโรปประเทศอื่นๆ แต่ถ้าทางด้านธรรมชาติประเทศแห่งนี้ถือcapture-20151103-151551ว่าไม่แพ้ประเทศอื่นๆ เลย เราอาจคิดว่าการท่องเที่ยวจะต้องเที่ยวในตัวเมือง จะต้องดูสถาปัตยกรรมเก่าแก่ จะต้องได้ช้อปปิ้ง แต่ถ้าคุณลองเปลี่ยนความคิดจากเดิมแล้วคุณลองมาเที่ยวแบบธรรมชาติ คุณอาจจะเปลี่ยนความคิดเดิมไปก็ได้ ธรรมชาตินั้นมีอะไรมากมายรอให้คุณเดินทางไปค้นหาอยู่นะคะ

…….. ฝากไว้สำหรับใครที่กำลังหาสถานที่ท่องเที่ยวอยู่ เราแนะนำว่าที่เมืองออดาเล็กๆแห่ง เป็นอีกสถานที่ที่น่าสนใจคะ ……

เที่ยวกับบริษัททัวร์ ดูข้อมูลก่อนการตัดสินใจ

เที่ยวกับบริษัททัวร์ ดูข้อมูลก่อนการตัดสินใจ

  เที่ยวกับทัวร์ ดีชัวร์ ดียังไง ??

เที่ยวกับบริษัททัวร์
ทริปวันเดอร์ฟูลแอลป์ เยอรมัน ออสเตรีย อิตาลี สวิตเซอร์แลนด์

เที่ยวกับบริษัททัวร์ สวัสดีคะ วันนี้เราจะมาแนะนำสำหรับผู้ที่กำลังคิดจะท่องเที่ยวไปในต่างแดน จากหัวข้อข้างต้นที่เกริ่นๆไว้ว่า เที่ยวกับทัวร์ ดีชัวร์ ดียังไง นั้นสิคะ เที่ยวกับทัวร์มันดียังไง วันนี้เราจะมาไขข้อข้องใจสำหรับผู้ที่คิดจะเดินทางท่องเที่ยว โดยใช้บริการของบริษัททัวร์ แต่ยังมีข้อกังวลว่าควรใช้บริการดีมั้ย??
การที่เราจะเดินทางท่องเที่ยวไปยังต่างประเทศแต่ละครั้งนั้น ทุกท่านมักจะประสบปัญหาเรื่องต่าง อาทิเช่น งบประมาณ ที่พัก การเดินทาง และ เรื่องเอกสารก่อนการเดินทาง ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก เพราะฉะนั้นการเดินทางไปกับบริษัททัวร์มักเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมตลอดมานั้นเอง นี้คงเป็นเหตุผลง่ายว่าทำไม เราควรเลือกเดินทางกับบริษัททัวร์นั้นเองงั้นเรามาดูว่าทำไมการเดินทางกับบริษัททัวร์ จะดีจริงมั้ย ?? ไปกับทัวร์ทั้งชิลล์แถมสบายจริงมั้ย ?? เวลาที่เราจะเดินทางไปต่างประเทศเองนั้นจะต้องมีเรื่องให้เราต้องเตรียมตัวก่อนการเดินทาง สิ่งหลักๆที่ต้องเตรียมตัว คือ ตั๋วเครื่องบินเพราะเราจะต้องจองตั๋วเครื่องบินเองดำเนินการ ,ที่พักเวลาที่เราไปเที่ยวต่างประเทศนั้นเราต้องจองที่พักเอง แต่ปัจจุบันค่อนข้างง่ายเพราะมีการเปิดให้จองออนไลน์นั้นเอง แต่เราจะแน่ใจได้ยังไงว่าที่พัก ที่เราจองไปนั้นจะดีเหมือนในอินเตอร์เน็ต , พาหนะในการเดินทางในประเทศที่เราไปเยือน การเดินทางในประเทศที่เราไม่คุ้นเคยนั้นมีไม่กี่ทางเลือกให้เราได้เลือกใช้ในการเดินทาง บ้างที่อาจทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้น, เรื่องสุดท้ายคือ วีซ่า เพราะบางประเทศส่วนใหญ่ก็ยังต้องใช้วีซ่าในการเดินทาง เพราะฉะนั้นคุณจะต้องเดินเรื่องวีซ่าที่สำนักงานของประเทศนั้นๆเอง เป็นยังไงคะนี้เป็นแค่ข้อแรกๆที่เราจะต้องดำเนินการเองในการที่จะเดินทาง ดูๆแล้ว ทั้งวุ่นวาย แต่เรื่องเยอะแต่ถ้าคุณเดินทางไปกับบริษัทเรื่องทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นจะหมดเพราะ เมื่อคุณจองทัวร์ไปกับบริษัททัวร์แล้ว บริษัททัวร์จะเป็นผู้ดำเนินการทุกอย่างแทนคุณหมด งบประมาณไม่บาน แถม ประหยัดขึ้นมาก ?? สมมุติถ้าเราเดินทางไปเองค่าใช้จ่ายที่ใช้อาจเพิ่มขึ้นเพราะอาจจะมีค่า โน่นนี้นั้น ตามมาโดยที่คุณอาจคุมงบประมาณที่ว่างไว้ไม่อยู่ แต่ถ้าเราเลือกเดินทางกับบริษัททัวร์ ค่าใช้จ่ายที่คุณกังวลก็จะหมดไปเพราะค่าใช่นั้นจะรวมอยู่ในแพคเกจทัวร์หมดแล้ว ที่เหลือแค่เตรียมพ็อกเก็ตมันนี่สำหรับทิปและช็อปปิ้งเท่านั้นเองกินอิ่ม อยู่ดี หลับสบาย ?? ถ้าคุณเดินทางไปเที่ยว การหาร้านอาหารอาจดูยุ่งยาก เพราะร้านอาหารส่วนใหญ่มักจะมีเมนูให้เราเลือกค่อนข้างน้อย แถมราคาอาจจะสูง แต่เราเลือกเดินทางไปกับริษัททัวร์ คุณได้ทานเมนูพิเศษมากมาย ทั้งบุฟเฟ่ต์ รวมถึงอาหารพื้นเมือง ซึ่งทั้งหมดก็ได้รวมอยู่ในค่าใช้จ่ายที่เราได้จ่ายในแพคเกจทัวร์ที่เราเลือกแล้วนั้นเอง เที่ยวสนุกครบทุกที่ ?? เวลาที่คุณเดินทางไปเที่ยวเองนั้นมักจะเสียเวลาเรื่องการเดินทาง ทำให้เราเที่ยวในสถานที่ต่างที่เราอยากไปได้ไม่ครบ แต่ถ้าเดินทางไปกับกับทัวร์คุณจะเดียวสถานที่ที่อยากไปครบ แถมไม่ต้องห่วงเรื่องรถอีกต่างหากหายห่วงเรื่องภาษา?? เรื่องนี้ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ระดับชาติ เพราะแต่ละประเทศมีภาษาประจำชาติกันทั้งนั้น แถมบ้างที่เราก็ดันไม่เก่งภาษาอังกฤษนี้สิ คิดแล้วกลุ้ม เพราะเราเชื่อคะว่าต้องมีการรองเรื่องราคาสินค้าแน่นอน แต่….จะพูดยังไง ถ้าหากคุณเลือกเดินทางไปกับทัวร์เรื่องภาษาถือว่าตัดออกไปได้เลยเพราะส่วนมาดไกด์ที่นำเราเที่ยวเค้าพูดภาษาไทยได้
ปลอดภัยไร้ความกังวล?? ในการเดินทางไปยังต่างประเทศคุณไม่รู้หลอกว่ามันจะปลอดภัย 100 % เต็ม แต่เมื่อเดินทางไปกับทัวร์ก็ถือว่ามีความปลอดภัยมากขึ้น เพราะการเดินทางกับทัวร์เป็นการเดินทางเป็นหมู่คณะย่อมอุ่นใจกว่าอย่างแน่นอน แถมได้เพื่อนเดินทางเยอะอีกไม่ต้องกลัวเหงาเลย

เห็นหรือเปล่าคะว่าการที่เราเลือกเดินทางไปกับทัวร์ทั้งง่าย และสะดวก แถมไม่ต้องวุ่นวายอีกด้วย ทีนี้คุณคงตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ถ้าคุณยังไม่แน่ใจว่าการเดินทางกับบริษัททัวร์ว่าจะปลอดภัยจริงหรือไม่ งั้นเราจะมาดูข้อต่อจากนี้กันคะ ➡  ➡ 

 

Be sure to choose your tour

เลือกทัวร์ให้ชัวร์ จะกลัวทำไม !!

ใบอนุญาตนำเที่ยว 11-4931
ใบอนุญาตนำเที่ยว เลขที่11-4931 บ.ฮอลิเดย์ไลฟ์ แทรเวล แอนด์ ทัวร์ จำกัด

ปัจจุบันบริษัททัวร์มีให้เราได้เลือกมากมายหลายบริษัท แต่เราจะแน่ใจได้ยังไงว่าในหลายๆ บริษัทนั้นไม่หลอกลวงเรา นั้นสิคะเรารู้ได้ยัง งั้นเรามาไขข้อข้องใจกันดีกว่า ว่าเราจะดูได้ยังมีวิธีการสังเกตได้ง่ายๆ นั้นก็คือ
การจดทะเบียนประกอบการธุรกิจนำเที่ยวอย่างถูกต้อง : ปัจจุบันมีบริษัททัวร์ที่มีใบอนุญาตปลอม คุณต้องระวังเรื่องนี้ แต่ปัจจุบันเราสามรถเข้าไปตรวจสอบบริษัททัวร์ที่ได้รับอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวต่างประเทศอย่างถูกต้องได้ที่เว็บไซต์สำนักทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ กรมการท่องเที่ยว www.tourism.go.th หรืออีกวิธีหนึ่งคือ ตรวจสอบว่าบริษัทนั้นเป็นสมาชิกของสมาคมท่องเที่ยวใดๆหรือไม่

เลือกบริษัทที่ได้รับความไว้วางใจ : อาจจะผ่านการฟังคำแนะนำของคนที่คุณรู้จักที่เคยไปมา ทำให้เราได้รู้ถึงมาตรฐานของการบริการอีกด้วย
ไม่เลือกทัวร์ที่ราคาถูกเกินไป : บางครั้งเวลาที่คุณเห็นโปรแกรมทัวร์นี้ราคาถูก คุณก็ตัดสินใจซื้อเลยเพราะเหตุผลว่าของถูกใครๆก็ชอบ แต่บ้างครั้งคุณก็ต้องดูด้วยว่า ของถูกนั้นจะดีจริงหรือเปล่า ไม่ใช่ว่าถูกแล้วจะดีเสมอไป คิดอีกในหนึ่งอาจจะเป็นมิจฉาชีพมาหลอกคุณก็เป็นไปได้ คุณต้องใจเย็นและคิดตัดสินใจให้ดีๆ ไม่ฉะนั้นคุณอาจเสียเงินไปฟรีๆ

เลือกเว็บไซต์ที่ได้รับรองความน่าเชื่อถือจากกรมพัฒนาธุรกิจกระทรวงพาณิชย์

เว็บไซต์ Noomsao.com เป็นเว็บไซต์ที่มีอายุดำเนินงานใช้มานาน ได้รับการรับรองความน่าเชื่อถือจากหน่วยงานภาครัฐ กรมพัฒนาธุรกิจ กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งจะตรวจสอบการดำเนินการใช้งาน ทำธุรกรรมซื้อขายออนไลน์ อย่างถูกต้องและไม่มีปัญหาข้อร้องเรียนจากลูกค้า เว็บไซต์ noomsao.com เป็นเว็บไซต์อันดับต้นๆ ของธุรกิจท่องเที่ยวที่ได้รับอนุมัติ หนังสือรับรองความน่าเชื่อถือ โดยจะมีการตรวจสอบและออกใบรับรองทุกๆ 1 ปี www.trustmarkthai.com

หนังสือรับรองความน่าเชื่อถือ
หนังสือรับรองความน่าเชื่อถือ

ต้องศึกษาโปรแกรมทัวร์ให้รอบคอบ : ในการเดินทางไปเที่ยวไม่ว่าจะเป็นที่ไหน ใกล้ ไกล คุณต้องศึกษาโปรแกรมนั้นให้ดีก่อนการตัดสินใจซื้อโปรแกรมทัวร์นั้น เพราะว่าถ้าคุณตัดสินใจผิดอาจทำให้การเดินทางของคุณเจอเรื่องที่ไม่คาดคิดก็ได้ ควรเลี่ยงโปรแกรมที่ไม่ชี้แจงข้อมูลอะไรเลย เพราะอาจมีความเสี่ยงที่จะไม่เป็นไปตามโปรแกรมทัวร์ที่คุณได้เลือกไว้นั้นเอง

ขั้นตอนสุดท้ายคือการโอนเงิน : นี้เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดเพราะขั้นตอนที่เราได้ตัดสินใจแล้วเราจะเดินทางไปกับบริษัทนี้แน่นอน ตรวจสอบเลขบัญชีว่าเราไม่ได้โอนให้ใครคนใดคนหนึ่งในบริษัททัวร์ เพราะอาจมีการทุจริตเกิดขึ้นได้นั้นเอง
ทีนี้ก็สบายหายห่วงเรื่องที่น่ากังวลใจที่รบกวนคุณก่อนการเดินทางแล้ว หวังว่านี้คงเป็นข้อมูลสำหรับคนที่กำลังตัดสินใจเดินทางไปกับบริษัทแต่ยังไม่กล้าเพราะยังมีความกังวลเรื่องต่างๆ เลยทำให้ไม่กล้าเลือกใช้บริการบริษัทคงเปลี่ยนความคิดไม่มากก็น้อย  🙂 🙂 🙂